TeaC65's profileพื้นที่เล็ก ๆ ของขี้เหงา...PhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
March 18 รงค์ วงษ์สวรรค์ ตัวตาย จิตวิญญาณคงอยู่
"คนเราสูงเท่ากันเสมอบนเตียงนอนและในหลุมศพ" -รงค์ วงษ์สวรรค์-
หากใครต่อหลายคนที่เคยได้อ่านบทความ บทกวี ผ่านหนังสือพิมพ์มติชนสุดสัปดาห์ คงไม่มีใครไม่รู้จัก "รงค์ วงษ์สวรรค์" นักเขียนรุ่นเก๋า
ทีมีโอกาสได้อ่านงานเขียนของเขามาบ้าง เมื่อสมัยตอนยังเรียนมหาวิทยาลัย เหตุเพราะเรียนสายข่าว การอ่านหนังสือจึงเป็นสิ่งสำคัญในการเพิ่มพูลของคำ วลี และความรู้ต่าง ๆ
รงค์ วงษ์สวรรค์ ชื่อเดิมคือ นายณรงค์ วงษ์สวรรค์ เกิดเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2475 ที่ตำบลคลองมะขามเฒ่า จังหวัดชัยนาท บิดารับราชการเป็นวิศวกร กรมชลประทาน แม่เป็นชาวสวน ชีวิตวัยเด็กอยู่กับยายที่โพธาราม จังหวัดราชบุรี เพราะพ่อต้องออกไปทำงานตามป่าเขา
เขาเติบโตมาในฐานะยากจน และความจนทำให้เขาต้องช่วยแม่ทำมาหากินตั้งแต่เรียนชั้นประถมศึกษา ที่โรงเรียนโพธารามวัฒนาเสนี อำเภอโพธาราม ราชบุรี ด้วยการนำทอฟฟี่ที่แม่ทำไปขายที่โรงเรียน ซึ่งแม้จะมาเข้าเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นที่โรงเรียนอำนวยศิลป์ แต่เมื่อถึงเวลาปิดเทอมเขาก็จะต้องกลับไปช่วยแม่หาบแตงโมอยู่เป็นประจำ ผิดจากเด็กยุคปัจจุบันที่ยังสรรหาความรื่นรมย์ในวัตถุ จนหลงลืมความสุขของคนรอบข้าง
รงค์ ลูกผู้ชาย นักคิด นักเขียน เขาสนใจงานวรรณกรรมมาตั้งแต่เด็ก เพราะต้องอ่านวรรณคดีและหนังสือประเภทอื่นๆ ให้บิดาและยายฟังเสมอๆ ครั้นออกจากอำนวยศิลป์มาเข้าเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา รงค์ จึงได้มีโอกาสนำเอาประสบการณ์ชีวิตต่างๆ เขียนเป็นเรื่องสั้นลงในจุลสารของโรงเรียนและบางส่วนก็ส่งไปยังหนังสือพิมพ์ต่างๆ
สำหรับทีนี่คือ ความเพียรในการแสวงหาความรู้ โดยกิจวัตรประจำวันที่ทำเป็นประจำ จนเป็นบ่อเกิด และการสะสมนิสัยให้รักใคร่ในการอ่าน และการเขียนของ รงค์ ได้ดีอย่างทีเดียว
มีใครหลายต่อหลายคนบอกกับทีว่า "หากเราไม่เพียรพยามเรื่องใดแล้ว เราก็จะหมดคุณค่าที่จะดำรงอยู่ต่อไป" เพราะมนุษย์เกิดมาแล้ว ต้องสร้างคุณค่าให้กับชีวิต และต่อยอดให้ผลนั้นสู่มวลชน
และนี่คือปฐมบทเริ่นการเป็นนักเขียนของ "รงค์ วงษ์สวรรค์" ต่อจากนั้นเขาก็ได้รู้จักกับ ม.ล.ต้อย ชุมสาย ศิลปินทางการถ่ายภาพนู้ดของไทย และเขาได้รับการฝึกฝนการถ่ายภาพ และเข้าสู่แวดวงหนังสือพิมพ์ จนได้เข้าทำงานที่หนังสือพิมพ์สยามรัฐ พ.ศ.2497 ต่อมาเริ่มถ่ายภาพที่ชวนสนใจทั้งภาพและการเขียนคำบรรยาย จากนั้นเริ่มเขียนคอลัมน์ “รำพึง-รำพัน” ด้วยนามปากกา “ลำพู” ในสยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์ ซึ่งได้รับความนิยมจากผู้อ่านเป็นจำนวนมากด้วยลีลา และสำนวนภาษาที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวแปลกแหวกแนวไปจากคนอื่นๆ
จากนั้นไม่นานทุกคนได้รู้จักนักเขียนที่ชื่อ "รงค์ วงษ์สวรรค์" เขาเขียนเรื่องราวที่ชวนให้อ่าน ทั้งประโยค คำพูด ล้วนแล้วแต่หาตัวจับอยาก จึงไม่แปลกอะไรที่คนส่วนใหญ่จะนิยมชมชอบงานเขียนของ รงค์
ทีก็เป็นคนหนึ่งที่ชื่นชมในงานเขียน แม้อายุ 25 ปี ทีได้อ่านงานเขียนของเขาไม่มาก แต่ทีคิดว่า งานที่หมั่นฝึกฝน หมั่นอ่าน และประสบการณ์ที่พบเจอ จะสร้างงานเขียนใหม่ ๆ เป็นสิ่งที่มีคุณค่าอย่างยิ่ง และหากสามารถเสริมสร้าง "แรงบันดาลใจ" และ "กำลังใจ" ให้กับผู้อ่าน ย่อมเป็นสิ่งที่ดีมิใช่น้อย เพราะ “มุมมอง” มักจะต่อยอดจากมุมที่คิดให้ยาวไกลกว่าการนั่งอุดอู้อยู่ในโลกส่วนตัว โดยไม่ได้รับรุ้เรื่องราวภายนอก
แม้วันนี้ “รงค์ วงษ์สวรรค์” จะจากไปด้วยวัย 77 ปี แต่ความเป็นตัวตน หรือจิตวิญญาณของเขายังดำรงอยู่บนโลกใบนี้ เพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้คนรุ่นหลังอย่างทีได้จดจำ และยึดถือวิถีชีวิตอย่างพองาม และพอเพียง
อีกทั้ง “โอกาส” ในชีวิตของเขาก็กลายเป็นอีกหนึ่งมุมมองที่อาจทำให้ใครหลายคนได้คิดว่า “หากเราสร้างโอกาส แต่ไมได้รับการหยิบยื่นจากคนอื่นขอให้ภูมิใจไว้ว่า คนเรายังได้พยายามที่จะสร้างสิ่งที่ต้องการขึ้นมา ซึ่งต่างจากบางคนที่ไม่สร้างโอกาส เพียงรอโอกาสจากคนอื่น แบบนี้คงเป็นหลักลอย และหาจุดยืนในตัวตนไม่ได้”
เมื่อเป็นเช่นนี้ ทีคงต้องฝึกฝน และหา “แรงบันดาลใจ” ในแต่ล่ะวัน เพื่อจุดประกายในความคิดให้ตกผลึก ไม่ใช่เพื่อทีเพียงคนเดียว แต่ยังเพื่อคนที่แวะเวียน และชื่นชมงานเขียนของทีอีกด้วย
“รงค์ วงษ์สวรรค์ นักเขียนผู้ล่วงลับ แต่ไม่ไร้ซึ่งความหมาย” “ใจเรา ตัวเรา ความคิดเรา แม้ว่าตัวตาย แต่จิตวิญญาณจะดำรงอยู่ หากถือมั่นในสิ่งดีงาม” หมายเหตุ : "พญาอินทรี" ขอให้สุคติ ข้อมูลบางส่วน : เว็บผู้จัดการ March 06 หนังสือเปลี่ยนคน"หากคุณทำสิ่งที่คุณเคยทำอยู่อย่างสม่ำเสมอ คุณก็จะต้องได้รับสิ่งที่คุณเคยได้รับเสมอ... " โดย Grant R. Philips
ประโยคที่อ่านแล้วทำเอาทีรู้สึกว่า หากเราทำอะไรได้อย่างสม่ำเสมอสิ่งนั้นก็จะเกิดผลต่อเรา เหมือนดั่งตอนนี้ ทีเริ่มที่จะทำความคุ้นเคย และความเคยชินกับสิ่งที่เรียกว่า "งานเขียน"
ฟิลิปส์ นักเขียนวรรณกรรมเยาวชนและเจ้าของนามปากกาอื่นในการเขียนเรื่องแนวสยองขวัญ เขาเคยเกลียดการอ่านหนังสือเป็นอย่างยิ่ง ไม่แม้จะแตะหนังสือ และหาวิธีการหลีกเลี่ยงการอ่านหนังสือ
เหตุที่ทำให้ฟิลิปส์รู้สึกเจ็บปวด เพราะไม่สามารถอ่านเพื่อทำความเข้าใจได้ ไม่ได้เกิดจากเหตุผลที่เขาไม่ชอบ หรือเกิดจากต่อมความรู้สึกลึก ๆ ของเขา
แต่นี่คือ การอ่านที่ต้องอาศัยความเข้าใจ คนบางคนซื้อหนังสือมา แต่กลับอ่านเพียงผ่าน ๆ ไม่ได้ประโยชน์อะไรสักอย่าง ต่างจากบางคน เพียงแค่หนังสือเล่มเล็ก ๆ แต่กลับสร้างรอยยิ้ม
ความรู้ให้กับเขาเหล่านั้นได้อย่างน่าแปลกใจ แม้จะเป็นหนังสือเก่าที่เลอะเทอะไปด้วยคราบดิน หรือแม้กระทั่งรอยฉีกขาดที่ซ่อมแล้วซ่อมอีก เพื่อให้คงสภาพให้ยาวนาน เพื่อใครคนอื่นอีกต่อไป
หนังสือคือ บ่อเกิดความรู้ ทีเชื่อแบบนั้น เพราะทีก็เป็นอีกคนหนึ่งที่รับรู้เรื่องราวผ่านตัวอักษรมากกว่า เที่ยวไปไหนต่อไหนแบบใครหลาย ๆ คนได้ทำ และทีเชื่อว่า "หนังสือสามารถเปลี่ยนความคิด หรือมุมมองของคนได้"
เหมือน ฟิลิปส์ เขาเป็นคนเกลียดการอ่านหนังสือมาก การเปลี่ยนแปลงในชีวิตของเขาจึงเกิดขึ้น เมื่อเขาเรียนอยู่เกรด 7 ครูสอนภาษาอังกฤษได้กำหนดให้ในปีนั้นนักเรียนทุกคนต้องอ่านหนังสือของ S.E. Hinton 4 เล่ม (ได้แก่ The Outsiders, Rumble Fish, Tex และThat Was Then This Is Now)
โดยเฉพาะเรื่อง The Outsiders ทำให้เด็กชายทึ่งตะลึงงันกับโลกใบใหม่ที่เขาเพิ่งค้นพบผ่านทางตัวอักษร ในหนังสือ ตั้งแต่หน้าแรกจนถึงหน้าสุดท้าย และทำให้เขาเปลี่ยนแปลง จากเด็กไม่ชอบอ่านหนังสือ แต่กลับกลายเป็นว่า เขากำลังซื้อหนังสือในร้านและตะลุยอ่านอย่างน้อยเดือนละเล่ม
ตอนอายุ 13 ขวบ เขาบอกกับตัวเองว่า "อยากเป็นนักเขียน" เมื่ออายุ 14 เขาเริ่มแต่งเรื่องสั้นและตั้งเป้าหมายไว้ว่าจะต้องได้เซ็นสัญญาซื้อขายนวนิยายเรื่องแรกตอนอายุ 30
ฟิลลิปส์จำได้ไม่ลืมว่าเดือนกรกฎาคมปี 1999 เขาได้เซ็นสัญญาขายนวนิยายเล่มแรก หนังสือวางแผงเดือนกุมภาพันธ์ปี 2000 และเขาก็อายุครบ 30 ในเดือนมิถุนายนปีนั้นนั่นเอง!
ปัจจุบันแม้เขาไม่ได้เป็นนักเขียนเต็มตัวเพราะทำอาชีพหลักคือผู้ช่วยทนายความ แต่เขาก็เป็นนักเขียนวรรณกรรมอีกหลายแนวในนามปากกาต่างๆ กันด้วย
เวลาที่ใช้ในการเขียนคือทุกวันเสาร์-อาทิตย์ เขาจะตื่นแต่เช้ามืดประมาณตี 3 และเขียนจนถึง 9 โมงเช้า เขาบอกว่านี่แหละคือการเขียนเพราะความรักอย่างแท้จริง และถ้าหากมันขายได้ก็ถือว่าเป็นสิ่งที่เยี่ยมขึ้นไปอีก
น่าแปลก ฟิลิปส์ เริ่มต้นตั้งแต่วัยเยาว์ในการเป็นนักคิด และนักเขียน ซึ่งต่างจากที เพราะตอนนี้ที อายุ 25 ปี วัยที่มุ่งมั่นกับการทำงาน จนบางครั้งความเป็นตัวยตนของทีเริ่มเลือนหาย
อาจจะจริง ทีอยากเป็น "นักเขียน" เรื่องราวที่เกิดขึ้นในชีวิตไม่เคยถูกร่ายได้ยาวมากมาย เหมือนกับไดอารี่เล่มโปรด เหตุเพราะความขี้เกียจ และการไม่สม่ำเสมอ (แก้ตัวน้ำขุ่น ๆ ฮ่า ๆ)
แต่อย่างน้อยตอนนี้ทีก็ใช้เวลาที่มี และเหลืออยู่แบ่งปันมาเขียนเรื่องราวให้ใครหลายคนได้ติดตาม อาจจะเป็นแค่มือสมัครเล่น แต่ทีเชื่อว่า วันหนึ่งทีอาจเป็นนักเขียนของใครอีกหลาย ๆ คนก็ได้ที่ชื่นชอบเรื่องราวที่ทีเขียนขึ้นมา (แม้ว่าบางทีจะเป็นเรื่องของทีเอง ทีบ่นไปวัน ๆ )
วันนี้ทีได้อ่านเรื่องของ ฟิลิปส์ ความแตกต่างที่ดูเป็นคนล่ะคน แต่ความเหมือนคือ การสร้างความเคยชินที่จะทำบางสิ่งให้เกิดผล และเมื่อเกิดผลมันก็จะทำให้เรายิ้ม และมีความสุข
สิ่งสำคัญ "หนังสือ" ที่ได้อ่าน และสัมผัสมันเปลี่ยนแปลงมุมมองของทีไปตามวิถีที่ควรจะเป็น อย่างน้อยก็ทำให้ทีรับรู้ว่า บางมุมมองมันเปลี่ยนกันได้ ถ้าเราใจกว้าง และเปิดใจทำเข้าใจ
"เรื่องธรรมดา ๆ ที่อาจจะมองข้าม แต่ความธรรมดานี่บางทีเราอาจถูกการปฏิเสธไปตลอดก็ได้..."
February 24 วันเกิดของทีหลายวันก่อนหน้านี้ไม่ได้เข้ามาเขียนเรื่องราวเอาซะเลย วันนี้ทีว่างจัดเลยรีบเข้ามาอัพ Blog ย้อนไป 3 วันก่อน วันที่ 20 กุมภาพันธ์ วันเกิดครบรอบอายุ 25 ปีเต็ม ดูแล้วก็เริ่มแก่ขึ้นเรื่อย ๆ เพราะก่อนหน้านี้อยากให้ตัวเองอายุสัก 18-19 ไม่ค่อยอยากให้อายุขึ้นเท่าที่ควร เหตุเพราะอยากทำอะไรแบบเด็ก ๆ เหมือนเมื่อครั้งวันวาน
แต่ก็นะใครจะให้นับถอยหลังลง คนเรามันต้องมีแต่ก้าวขึ้น ๆ ตามวัย และช่วงอายุของมันเอง ปีนี่วันเกิดทีไม่ได้จัดอะไรเป็นเพิเศษ ทุกอย่างดูธรรมดา แม่ทีโทรมาหาแต่เช้า โทรมาบอกว่า "สุขสันต์วันเกิดนะลูกหมา" แม้จะเป็นคำสั้น ๆ แต่ทำให้ทีอบอุ่นทุกครั้งที่แม่โทรมา และทีบอกแม่ว่า "ทีรักแม่ และจะเป็นเด็กดี" ประโยคที่บอกทุกครั้งที่เป็นช่วงวันเกิด ทียังแปลกใจตัวเองเลยว่า ทำไมไม่คิดจะเปลี่ยนคำพูดมั้งนะ
พอมาถึงที่ทำงานเหล่าบรรดาพี่ ๆ ต่างต้อนรับ และจัดเลี้ยงกันแบบง่าย ๆ ซึ่งมีขึ้นทุกปี และทุกคน แต่สำหรับทีแม้จะเล็ก ๆ ทีว่ามันมีความสุขในแบบฉบับของมันนะ คำอวยพรมากค่าจากรุ่นพี่ร่วมงาน ดูมีคุณค่าทางความรู้สึกที่ทำให้ที่ดีใจทุกครั้งเมื่อถึงวันเกิดในแต่ล่ะปี
ทีอยู่ที่บ้านหลังนี้ได้เกือบจะ 2 ปีแล้วล่ะ ทุกอย่างมีอะไรเปลี่ยนแปลงเสมอ หน้าที่ที่ทีรับผิดชอบ แม้จะไม่ได้ชอบอะไรมากมาย เพราะด้วยไม่ได้ตรงกับสิ่งที่ทีอยากจะเป็นสักเท่าไหร่ แต่ทีกลับรู้สึกว่า "สิ่งที่ทีได้เรียนรู้มันคุ้มค่ากับชีวิตทีจริง ๆ"
อย่างน้อยทีได้เรียนรู้งาน และได้เรียนรู้คนต่างลักษณะนิสัยแต่ละแบบ แล้วนำมาวิเคราะห์ว่าคนไหนพอที่จะเป็นเพื่อนร่วมงานที่ดีได้ ส่วนคนไหนเป็นไม่ได้คงต้องหาวิธีที่จะอยู่ให้ได้อย่างราบรื่น ทีคิดแบบนี้ วันเกิดปีนี้จึงเป็นวันที่ทีรู้สึกเติบโตมากขึ้น รู้จักอะไรเยอะขึ้น ชั่วโมงบินก็โตมานิดหน่อย และทีสำคัญทีโตพอที่จะเริ่มรับผิดชอบกับชีวิตของตัวเองได้บ้าง อาจจะไม่หมดทุกเรื่องก็เถอะ
ทีมีความสุข รู้สึกดีทุกครั้ง แถม "คนพิเศษ" ที่อยู่เคียงข้างมาตลอดระยะเวลาเกือบ 2 ปี รอยยิ้มที่หาได้ทุกเมื่อวันนี้อาจจะไม่พิเศษ ไม่มีเค้กก้อนโต ปักเทียนมาเป่า แต่ทีก็มีความสุขมากแล้วล่ะ สุขที่ได้มีวันดี ๆ แบบนี้ทุก ๆวัน คำอวยพรสารพัดขอบคุณมากมาย ทีอยากยิ้มแบบนี้ไปเรื่อย ๆ
แม้ว่าทีจะอายุครบ 25 ปี ทุกสิ่งทุกอย่างข้างกายจะแปรเปลี่ยนตามกาลเวลา ส่วนทีก็มีเปลี่ยนแปลงตามแบบฉบับที่ควรจะเป็น หากแต่ทีก็ยังเป็นคนเดิม ๆ ที่ใครหลายต่อหลายคนที่เคยผ่านพบ หรือแวะมาทักทายคงได้สัมผัสในตัวทีไม่มากก็น้อย แม้ว่าจังหวะบางชีวิต สั้นบ้าง ยาวบ้าง อย่างน้อยความเป็นตัวทีที่แสดงออกคงทำให้ใครหลายคนได้ซึมซับมันบ้าง เพราะถ้าหากทีมีค่าพอให้จดจำ
วันนี้ทีอายุครบ 25 ปีแล้ว โตขึ้นแล้ว และจะยังมีลมหายใจเพื่อทำวันต่อ ๆ ไป ให้ชีวิตได้ก้าวต่ออย่างมั่นคง
February 18 บันไดชีวิตฤดูรับปริญญามาเยือน ใครหลายต่อหลายคนคงง่วนอยู่กับการหาซื้อของขวัญที่บ่งบอกถึงความรู้สึกยินดีแก่บัณฑิตที่สำเร็จการศึกษา ความภูมิใจ รอยยิ้ม และเสียงหัวเราะดังกึกก้องทั่วพื้นที่ในรั้วมหาวิทยาลัยแห่งนี้
และทีเป็นอีกคนหนึ่งที่มาร่วมแสดงความยินดีแก่บัณฑิต จากรั้วมหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม รุ่นน้องร่วมก๊วนตั้งแต่สมัยมัธยม เมื่อครั้งยังอยู่บ้านนอก แต่ยังผูกสัมพันธ์ รักใครกลมเกลียว มิตรภาพที่ยืนยาว จนทุกวันนี้ก็ยังคงเป็นเช่นนั้น
อีกทั้งวันนี้นอกจากทีมาแสดงความยินดีแก่รุ่นน้องแล้ว ยังได้พบเจอกับเพื่อนร่วมก๊วน เพื่อนที่ไม่เคยทิ้งกัน แม้ต่างคนต่างอยู่ ณ มุมใดมุมหนึ่งบนโลกใบนี้ สุดท้ายเวลาก็ทำให้เราได้กลับมาพบกันอีกครั้ง วงสนทนาจึงเริ่มเกิดขึ้นเมื่อใครอีกคนไต่ถามถึงอีกคน กลายเป็นวงสนทนาที่สร้างเสียงหัวเราะ เรื่องราวร้อยแปดพันเก้าในอดีตถูกร่ายขึ้นมาชวนอมยิ้ม แถมหัวเราะจนสั่นหวั่นไหวจนคนรอบข้างเหลียวมามอง
นี่อาจไม่ใช่งานรับปริญญาวันจริง แต่ทีกลับรู้สึกว่า มันสุขใจมากกว่าวันไหน ๆ ส่วนหนึ่งอาจเพราะภูมิใจในตัวรุ่นน้องที่สำเร็จการศึกษา แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ความพร้อมหน้าพร้อมตาของเพื่อนแท้ที่ไม่เคยทิ้งกัน มาอยู่ตรงจุดเดียวกัน และภาพความทรงจำสมัยมัธยมที่ทำร่วมกันมาผุดขึ้นที่ละนิด ๆ (ยิ่งเขียนเหมือนทียิงแก่ขึ้นพิกล ฮ่า ๆ) ยิ่งถ่ายรูปเก็บภาพบรรยากาศวันซ้อมยิ่งอดขำในการวาดลวดลายการตั้งท่าของแต่ละคนไม่ได้
หากให้ย้อนกลับไปเมื่อตอนทีรับปริญญา พ่อกับแม่ ทีไม่สะดวกที่จะขึ้นมาเพื่อแสดงความยินดี แต่อย่างน้อยทีก็รู้สึกทีมากๆ เมื่อได้ยินเสียงแม่แสดงความยินดี ด้วยคำพูดเพียงแค่ "รักนะลูก แม่ไปไมได้" ทีกลับดีใจมากที่สุดในชีวิต ดีใจที่แม่ยังคงรักลูกเสมอ แต่แปลกนะทีไม่น้อยใจ ไม่รู้สึกเศร้าอะไรมากมาย เพราะอย่างน้อยพี่ชายอีกสองคน และเพื่อนร่วมก๊วนก็ทดแทนสิ่งตรงนี้ได้อย่างสนิท
แถมยิ่งความเฮฮา ท่าทางที่เหล่าเพื่อนแสดงออกมาเพื่อบันทึกลงกล้องดิจิตอลเพื่อเก็บภาพความทรงจำอันดี ทีอดขำในท่าทางพิลึกพิกลไม่ได้ ยิ่งพวกมันโพสต์ท่าแต่ละท่า พระเจ้าทีนึกว่าแต่ละคนเป็นนางแบบ แล้วแถมจัดท่าทางให้บัณฑิตอย่างทีอีกต่างหาก ถ้าใครมาเห็น ไม่ขำ ไม่หัวเราะก็ให้มันรู้ไป
หลายคนคงอาจไม่เคยเห็นทีในชุดรับปริญญาวันนี้คงดูมีแนวโน้มได้เชยชม ชนิดที่แบบอาจจะทำให้ตั้งตัวแทบไม่ติด ไม่ใช่อะไร แต่ความน่ารักของทีมันบรรเจิดนะสิ (อ้วกมาก) ชุดนักศึกษาเรียบร้อย ไม่เกงก้างเหมือนลิง ยิ่งดูรูปทีก็นึกว่าทีเป็นลิงที่ถูกจับใส่เสื้อผ้าอาภรณ์เหล่านี้ มันดูไม่ใช่ทีเอาซะเลย
แต่สำหรับงานนี้ เจ้าภาพคงเป็นรุ่นน้องที่ทีอยากจะเก็บภาพให้มากที่สุด เพราะอะไรนะเหรอ นานทีจะมีโอกาสได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตาสักครั้ง ว่าแล้วก็ แชะ...แชะ...ทุกมุมที่มีอยู่ในรั้วสถาบันแห่งนี้ แม้จะเป็นเพียงแค่วันซ้อม แต่ทีว่าคนที่ปลาบปลื้มมากที่สุดคงไม่พ้นบัณฑิตสาวคนนี้เป็นแน่แท้
ทีและรุ่นน้องต่างถ่ายรูปทุกซุ้ม ภายในรั้วมหาวิทยาลัย ทั้งซุ้มคณะ แม้กระทั่งซุ้มชาวบ้านก็ไม่เว้น แถมบางซุ้มยังต้องเสียเงิน เหตุเพราะเงินส่วนน้อยนิดนั้น เหล่ารุ่นน้องจะนำไปช่วยสมทบทุนตามกิจกรรมภายในคณะ พอหย่อนเหรียญ หรือแบงค์ รุ่นน้องในคณะนั้นก็ระดมแหกปาก หรือที่เขาเรียกว่าบูม อย่างเสียงกระหึ่มกึกก้อง (ไม่รู้ว่าเอาเสียงมาจากไหน แต่ขอบอกว่าดังจริงๆๆ)ให้เห็นถึงความสามัคคีภายในคณะที่มีต่อรุ่นพี่ โดยได้รับสินน้ำใจเป็นเงินเล็กน้อยเข้าคณะ
ภาพเหล่านี้ก็ถูกทีเก็บมาไว้ยังความทรงจำอันดีเรียบร้อย ยิ่งเดินถ่ายรูปทุกสถานที่ ทีกลับยิ่งเห็นภาพบรรยากาศของเหล่าเพื่อน และเครือญาติของบัณฑิตแต่ล่ะคนมาร่วมยินดี รอยยิ้มมันทำให้ทีรู้สึกว่า แดดที่สาดส่องร้อนแรงสักแค่ไหน แต่ไม่สามารถลบเลือนมิตรภาพให้จางหายได้
ฤดูรับปิญญาผ่านพ้นไป แต่ภาพความทรงจำยังพร้อมให้หวนระลึกถึง February 17 Before Valentine...รัก (ไม่)หวานแต่อยู่ทุกที่เมื่อวานผมมีโอกาสได้แวะเวียนไปชมภาพยนตร์ Before Vanlentien ...ก่อนความรักหมุนรอบตัว ภาพยนตร์ที่ชวนอมยิ้ม แถมสกิดต่อมความรู้สึกที่ถูกสะท้อน เหมือนกระจกเงาของความรักที่มีต่อคู่รักกระทบ และฉายออกมายังไงยังงั้น
อักทั้งความรักของคนสองคนที่ก่อเกิดจากความรู้สึกของคำว่า "ชอบ" พัฒนาตามลำดับขั้นบรรไดที่ต่างคนค่อยก้าวไปข้างหน้าทีล่ะก้าว แม้อาจจะมีหยุดพัก เหนื่อย และบางครั้งอาจจะรู้สึกผิดหวัง แต่สุดท้ายหัวใจก็เรียกร้องให้ก้าวเดินต่อไป เพื่อความรักที่ยืนยาว เสนอมุมมองความรักในแบบฉบับ 3 กลุ่ม 3 วัย โดยเฉพาะ วัยแรกแย้ม หรือแรกรุ่นที่ความรักเข้ากระทบความรู้สึกอย่างง่ายได้ ดำเนินเข้าสู่วัยกลางคน หรือวัยที่ต้องการสร้างความมั่นคงทางชีวิต เพื่อเสริมสร้างความรักให้แข็งแรง และจบด้วยความรักรุ่นสั้น สั้นในความหมายของผมคือ ตลอดทั้งชีวิตมันกำลังถูกจำกัดด้วยเวลาที่อยู่ด้วยกันให้เก็บเกี่ยวความทรงจำให้ยาวนาน แม้ใครคนใดคนหนึ่งอาจต้องตายจาก
หนังเรื่องรักแสนโรแมนติกได้ 3 ผู้กับอย่าง ทรงศักดิ์ มงคลทอง (วุ้น) มือกำกับชั้นเยี่ยมที่วาดลวดลายจากเรื่อง ผีจ้างหนัง แถมเขียนบทให้หนังเรื่องเฮี้ยน และ ผีสามบาท มาแล้ว มาถึงพรชัย หงษ์รัตนาภรณ์(พิ้งค์) ความแปลกใหม่แบบฉบับตัวตนของตัวเองที่ทำให้คนดูติดใจ เรื่องทวานยังหวานอยู่ และยังอยู่เบื้องหน้าใน นช.นักโทษชาย อีกด้วย และคนสุดท้าย เสรี พงค์นิธิ (โหน่ง) ผู้กับกับมือดีที่ทำให้ผู้ชมขนหัวลุกมาแล้ว ในเรื่อง ลองของ และสะใภ้บรื้อ และเรื่องนี้เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ท้าทายความสามารถของคนทั้ง 3
Before Valentine ภาพยนตร์ที่เติมเต็มไปด้วยความอบอวลแห่งความรัก มิตรภาพที่แสนยั่งยืน แม้ต้องแลกด้วยความเสียใจ เมื่อความรักกำลังจะสูญเสีย แต่มักจะมีคำพูดของอาจารย์ท่านหนึ่งเคยบอกกับผมว่า "ความสุขจากสวรรค์มักจะมาพร้อมกับความลงทัณฑ์จากพระเจ้าเสมอ" ใชครับไม่มีอะไรสวยงามไปตลอด แต่สิ่งสำคัญอยู่ที่คนสองคนจะเปิดใจได้กว้างแค่ไหน เพื่อรับอีกคนหนึ่งเข้ามา
ฉากที่ทำให้ผม และใครหลายต่อหลายคนที่ได้ชม ต้องอดอมยิ้มไม่ได้กับประโยคที่ ชิดชนก รับบทโดย ได๋ ไดอาน่า ไดอาน่า จงจินตนาการ หญิงสาวในตาเชื่อมั่น แต่เธอโดยหาความอบอุ่น และการแสดงออกซึ่งความรักจากชายผู้เป็นที่รักของเธอ พูดคุยกันกับ สุธี รับบทโดย ว่าน ธนกฤต พานิชวิทย์ ชายหนุ่มรักอิสระ ไม่มีอะไรเป็นแบบแผนในชีวิต แต่เขามีความรักที่เอ่อล้นพร้อมจะดูแลเธอคนนี้ แม้บางครั้งมักจะคิดว่าเขาไม่คู่ควร
สุธี : "ถ้าฉันคบคนอื่นล่ะ"
ชิดชนก : "ก็แสดงว่าเราไม่ได้รักกันแล้ว"
สุธี : ถ้าฉันคบคนอื่นและคบแกไปพร้อมๆ กันด้วยล่ะ"
ชิดชนก : "ก็แสดงว่าแกกำลังกวน...ฉันอยู่"
ประโยคเด็ดที่สื่อความหมายแบบตรงใจ แต่ตรงทางความรู้สึกได้ดี ด้วยการเปิดฉากเริ่มต้นของตัวละครทั้งสอง แม้ว่าอาจจะงงในตอนแรก เพราะสลับไปช่วงวัยรุ่น และวัยรุ่นช่วงตอนปลาย (ส่วนใหญ่เข้าเรียกกันแบบนี้ใช่ป่ะครับ) ความพอดีของเนื้อเรื่องในส่วนของ ชิดชนก และสุธีเป็นความโรแมนติกที่เหมือนกระจกสะท้อนตัวตนภายในใจที่คำนึงถึงความรู้สึกของอีกฝ่ายได้เป็นอย่างดี ผมชอบมุมมองที่ผู้กำกับเสนอ โดยให้ความคิด หรือที่เรียกว่า จิตใต้สำนึกมาเป็นบททดสอบความรู้สึกของคน
อย่างว่าครับ เรื่องความรักมักจะมีด้านดี และไม่ดี มันอยู่่ที่การมอง แต่มองอย่างไรให้ไม่กระทบความรู้สึกทางจิตใจ และสามารถปรับเปลี่ยนทำความเข้าใจในรักให้ดำเนินต่อ เพราะผลทางการวิจัย (ของผมนี่แหละครับ) คนส่วนใหญ่มักจะคิดเอง และเออเอง โดยไม่เคยเอ่ยปากที่จะถามคนรักว่าเป็นอย่างไรกันแน่ นั่นสิแล้วถ้าเป็นคุณจะทำอย่างไรเมื่อคนหนึ่งบอกเลิก อีกคนขอแต่งงาน คุณจะจบ และเงียบงำความเจ็บปวดในขณะนั้นไว้เพียงผู้เดียว หรือคุณจะหาคำตอบว่าความรักยังอยู่รอบตัวหรือไม่ ผมว่าคุณคงหาคำตอบที่ดีได้จากหนังเรื่องนี้ครับ
อาจจะรำคาญกับใครหลาย ๆ คนนะครับในฉากที่หาคำตอบภายในใจของตัวเอง แต่สำหรับผม ผมคิดว่ามันเกิดขึ้นกับทุกคนไม่ใช่เหรอครับกับการหาคำตอบจากตัวตนความเป็นเราว่า "เราต้องการอะไรมากที่สุด"
ในส่วนแรกรุ่นของความรักคงขาดไปไม่ได้ วัยรัก วัยเรียนที่ใคร ๆ ก็เคยผ่านมา หากคุณย้อนรำลึกไปได้นะครับ (แต่จะมีกี่คนอันนี้ผมก็ไม่ทราบ) โจ๊ก เด็กหนุ่มใส่ซื่อ ไม่กล้าเปิดเผยความรู้สึก รับบทโดย อาตี้ ธนฉัตร ตุลยฉัตร นักแสดงวัยรุ่นที่น่าจับตามอง ด้วยพัฒนาการทางการแสดงที่ทำเอาผมชื่นชมเมื่อครั้งเขารับบท บุญโชค ในหนังเรื่อง บุญชู แต่สำหรับบทนี้อาจะเหมาะเจาะเพราะตรงกับวัย ความลื่นไหลของเนื้อเรื่องจึดำเริรได้อย่างไม่สะดุด บวกกับตัวละครอย่าง จิ๊บ รับบทโดย จีน เกล้าแก้ว สินเทพดล หญิงสาววัยใส เรียบร้อย แต่ชุ่มช่ำไปด้วยความน่ารัก
ความรักก่อเกิดจากความเป็นเพื่อน พัฒนาทีละขั้นมากกว่าในปัจจุับนที่เห็นความรักกลายเป็นความธรรมดาที่ลงเอยการมีเซ็กส์ ด้วยฉากเรียบง่าย บวกกับเนื้อเรื่องแสนธรรมดา แต่ในความธรรมดามักจะนำเสนอมุมมองแอบชวนสะกิดใจได้อย่างแยบคาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความเชื่อจากตั๋วรถเมล์ ซึ่งดูแล้วผมก็เป็นหนึ่งที่เคยนั่งบวกตั๋วให้ได้ 9 แล้วอธิษฐานในสิ่งที่อยากได้จะสำเร็จ และที่ทำเอาผมย้อนไปสู่วันรุ่นคงหนีไม่พ้น ตอนน้องชายของจิ๊บชวนเล่น นับคะแนนในกระดาษที่มีรูปมือ และแต่ละช่องบอกความเป็นไปว่าสิ่งที่ต้องการ และหวังมีอะไรบ้าง มีสิ่งหนึ่งที่ทำให้ผมรู้ว่า จิ๊บ รักโจ๊ก และนี่คือความรักแบบคนเดียว รักเดียวจนสุดท้ายทั้งคู่สมหวังในรักจนยืนยาวจนถึงบั้นปลายชีวิตที่ได้อยู่ด้วยกัน
น่าแปลกนะครับ ความรัก ยามแรกก็หวาน ๆ พอนานเข้านานเข้าความหวานบางครั้งก็ลดน้อย แต่ด้วยเหตุและปัจจัยผมก็ไม่อาจล่วงรู้ได้ เพระาแบบฉบับความรักของคนทุกคู่แตกต่างกัน แต่มีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือ ความเข้าใจ หากคนเรามีความเข้าใจ ความรักก็จะเต็มปริ่มในแก้วใบนั้นเสมอ ๆ
เหมือนความรักวัยรุ่นตอนปลายอย่าง เฮีย รับบทโดย จตุรงค์ ม๊กจ๊ก จตุรงค์ พลบูรณ์ ชายหนุ่มสูงวัยที่เจ้าอารมณ์ ขี้บ่น พูดจากวนประสาทไปมา ใครหลายคนอาจชมการแสดงของ จตุรงค์ ม๊กจ๊กมาหลายรูปแบบ แต่ผมว่าบทอย่าง เฮีย ทีเขาแสดงค่อนข้างยังติดตลก และทำให้ผมยังนึกถึงบทตลกมากกว่าบทรัก แต่เนื้อเรื่องก็ไม่ได้สะดุดจนผมอึดอัด เพราะด้วยบทอย่าง เจ๊ รับบทโดย แจง วราพรรณ หงุ่ยตระกูล เข้ามาทำให้เนื้อเรื่องชวนอมยิ้มมากกว่าการนั่งดูตลก 6 ฉาก จนเกิดความราบรื่นได้อย่างลงตัว พร้อมด้วย แจ๊ค รับบทโดย เปรม บุษราคัมวงษ กับ แหม่ม รับบทโดย สิตา ธนัญโชติการ ที่มาเติมเต็มคำว่า "อุปสรรค" ที่เกิดขึ้นให้จางหายได้ด้วย "ความเข้าใจ"
อีกสิ่งหนึ่งที่ผมชอบคงเป็นภาพฉาก บรรยากาศที่ทางผู้กำกับจัดสรรมาให้ชม แม้ว่าอาจจะไม่ได้สวยมากมาย แต่ผมว่ามันมีเสน่ห์ในแบบของมันจริง ๆ สีที่ใช้บ่งบอกถึงอารมณ์แห่งความรักที่เสมือนเหล่าเครื่องปรุงหลากหลายให้คนได้ลิ้มลอง ดูไปแล้วมันราบเรียบแสนธรรมดา แต่ผมกลับสัมผัสไออุ่นรักได้เสมอ ภาพยนตร์รักแสนโรแมนติก ไม่ถึงขั้นต้องร้องไห้ฟูมฟาย หรือเศร้าโศก แต่แบบฉบับความรักที่อาจสะกิจต่อมทางความรู้สึกของใครอีกหลายคนให้ชวนนึกถึงใครอีกคนคงเพิ่มมากขึ้น
เพราะเวลามักจะเดินไปตามวิถีทางที่มันเป็น ความรักก็เช่นกันมันจะเดินตามวิถีทางมันได้ อยู่ที่คนสองคนพร้อมที่จะเดินไปด้วยกันหรือไม่...แค่นั้นเอง (ผมคิดแบบนั้น)
โดย นายมูฟวี่
February 14 วาเลนไทน์...กับลมหายใจที่มีอยู่"หากคุณยังมีลมหายใจ โปรดใช้เวลาที่เหลือเพื่อสมหวังในรักที่คุณปรารถนา แม้ว่าคุณจะรอนานแสนนานแค่ไหน..."
กุมภาพันธ์เป็นเดือนที่อบอวลไปด้วยความสุขการแสดงถึงความรัก ความห่วงใยถึงคนที่ เราปรารถนาดีและอยากให้เขามีความสุข และวันนี้ 14 ก.พ. เทศกาลแห่งความรัก หรือ วันวาเลนไทน์มาเยือนให้ชุ่มช่ำไปทั่วปอด
"ความรักสมหวัง " คงทำให้ใครหลายคนอมยิ้มจนแก้มปริ แต่ "คนที่ผิดหวังในรัก" คงเศร้าตาม ๆ กัน แต่สำหรับทีจะทุกข์ หรือสุข ทีก็ยังหายใจยืนหยัดได้จนถึงทุกวันนี้ ด้วยเพราะ "ความรัก" ที่เจอะเจอมาตลอดตั้งแต่มีรัก มันทำให้ทีได้เรียนรู้ และคิดอยู่เสมอว่า "หากเรายังหายใจ ความรักก็ต้องดำเนินอยู่"
ผ่านมาได้เกือบ 8 ปีแล้ว หากนับย้อนกลับไปถึง "ความรัก" สมัยอดีต รักครั้งแรกในแบบฉบับวัยรุ่น วัยเรียน วัยที่อยากเรียนรู้ และได้รู้จักคำว่า "รัก" แบบคนรักกัน ทั้งทุกข์ ทั้งสุข เพราะคนเราไม่ได้เติบโตมาแล้วจะพบแต่เพียงความสุขไปอย่างเดียว จวบจนวันนี้ "ความรัก" เกิดขึ้นกับทีอีกครั้ง
ถ้าให้ย้อนกลับไปถึงความรักสมัยที่เริ่มต้นใช้ชีวิตที่กรุงเทพ คงไม่พ้นสมัยมหาวิทยาลัย ภาพผู้หญิงตัวเล็กผมยาว ปากเรียวเล็กพองาม แววตาที่ใสซื่อ บ่งบอกถึงมิตรภาพเมื่อแรกเจอ ทีได้พบรักกับรุ่นพี่ แถมเป็นพี่รหัสซะด้วย ความรุ้สึกดี ๆ ก่อเกิดขึ้น ต่างคนต่างเข้าใจในตัวตน บางครั้งทะเลาะ แต่ความีเหตุผลนำมากกว่าอารมณ์ ทีอยู่โดยแบบพึ่งพา และสร้างกำลังใจให้แก่กัน แต่สุดท้ายความรักก็จบลงด้วยเหตุและผลที่ต่างคนต่างยอบรับ แม้ใจลึก ๆ อาจจะเรียกร้องไม่อยากให้เป็นอย่างนั้นก็ได้ ทำไงได้ถ้าเมื่อมันถึงทางตัวก็ควรจบความสัมพันธ์
จนวันนี้ทีกับใครคนนี้ยังคงเป็นเพื่อนที่ดี เราเลิกโดยไม่ได้เกลียดกัน แต่เราเข้าใจในเหตุผลของกันและกัน ซึ่งอาจจะต่างจากเพื่อนของทีบางคนที่เลิกรากันแล้ว ยอมรับหรือทำใจให้มาเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันไม่ได้ ส่วนหนึ่งทีไม่ใช่คนเหล่านั้นทีไม่มีทางรับรู้ว่า "ความรักในแบบฉบับเหล่านั้นเป็นอย่างไร"
แต่สำหรับที ทีรับรู้แค่ว่า ถ้าไม่ได้ทะเลาะกันถึงขั้นลงไม้ลงมือ เราก็ยังรักกันในฐานะอื่นได้ ความทรงจำดีงามก็ยังคงอยู่ในใจ หากทีเลือกที่จะจำมากกว่าการนั่งลบภาพดี ๆ ออกไปจากใจ ซึ่งต่างจากความรักครั้งที่ 2 ที่เจอะเจอแบบไม่ทันตั้งตัว และไม่คิดว่าจะเกิดขึ้นกับทีได้
และเมื่อมันจบไม่สวยงาม สิ่งที่ทำได้คือ หาวิถีทางที่จะอยู่บนความเจ็บปวดที่ถูกกระทบกระเทือนจิตใจให้ลมหายใจที่ยังมีอยู่ดำเนินต่อไป เพราะทีเชื่อว่า "คนเราไม่ได้อยู่บนความผิดหวังเสมอไป" วันหนึ่งจะเป็นวันที่เรายิ้ม หัวเราะกับคนที่จะก้าวเข้ามาได้อย่างเต็มหัวใจ
วันนี้ทีเจอแล้ว "คนพิเศษ" คนที่เข้าใจในมุมที่ทียืนอยู่ แม้จะไม่ทะลุปรุโปรง แต่ใครคนนี้ก็พยายามที่จะปรับ และเข้าใจ แถมเป้นได้ทั้งเพื่อน พี่ น้อง ในหลากสถานะ น่าแปลกเราเริ่มต้นจากความเป็นพื่อนที่ดี ค่อย ๆ พัฒนาตามกาลเวลาที่ดำเนิน
ไม่ต้องรีบเร่ง แต่ค่อย ๆ ซึมซับกันทีละนิดทีละน้อย เกือบจะครบ 2 ปีได้แล้วที่รู้จักคน ๆ นี้มา ความเอื้ออาทรที่มี ความเสียสละ และการ "อภัย" มันทำให้ทีรู้ว่า "ความรัก" มันมีทั้งดีไม่ดี แต่มันอยู่ที่คนรักจะเข้าใจ และมองมุมเดียวกันได้หรือไม่
อีกทั้งไม่มีการคาดหวังจนเกินไป หรือตั้งบรรทัดฐานความรู้สึกให้เป็นแค่ฉบับของคน ๆ เดียวเท่านั้น แบบนั้นคงยืนยาวยาก ทีคิดแบบนั้นจริง ๆ เพราะถ้าเราคาดหวังในความรักจนกลายเป็นการยึดติด ไม่ได้ทำร้ายแค่ตัวเราเอง แต่กลับทำร้ายอีกคน จนสุดท้ายเราอาจไม่ได้ยืนเคียงข้างกันอีกต่อไปก็ได้
และทีเชื่อว่า "ความรักอยู่รอบตัว ไม่ว่าจะยืนบนส่วนไหนของโลกใบนี้" รักเกิดขึ้นได้ แม้จะผิดหวัง แต่สักวันเราจะได้พบเจอใครสักคนหนึ่งที่พร้อมจะเคียงข้างเราไปตลอด หากลมหายใจเรายังมี
"รักนะจุ๊บ ๆ"
February 13 วิถีทาง...ที่เปลี่ยนห่างหายไปนาน ราว ๆ เกือบ 3-4 อาทิตย์ได้แล้ว ที่ทีไม่ได้มานั่งเขียนเรื่องราวที่อยากจะร่ายมันออกมาให้ใครหลาย ๆ คนได้ฟัง บวกกับภาวะรอบด้านทำเอาไม่มีเวลา หรือจะพยายามก้าวขามาเอี่ยวในสิ่งที่อยากจะทำ
ด้วยงานที่ต้องเปลี่ยนแปลง และปรับเปลี่ยนตามโครงสร้างของบริษัท จากงานรูปแบบเดิม เข้าสู่แบบใหม่ให้ทันยุค และทันเวลาให้มากที่สุด ทีเริ่มต้นกับสิ่งใหม่ แบบใหม่อีกครั้งกับที่นี่ ทำเอาเหนื่อยล้ากันเลยทีเดียว เพระด้วยเครื่องมือที่ต้องนั่งอัพเดทข้อมูลเพื่อให้ใครหลาย ๆ คนที่ต่างรอคอยอ่านได้ยลโฉม
จนกลายเป็นรูปแบบใหม่ที่ทำเอาคนที่ดูแลมึนตาม ๆ กันเลยทีเดียว แต่ทำไงได้ คนเราต้องปรับไปตามแบบวิถีทางที่มันเป็น ว่าแล้วทีก็ต้องเรียนรู้โน้นนี่ จับผิดจับถูก วกวนไปมา มึนแล้วมึนอีก แต่ก็สนุกดี อย่างน้อย คนที่ไม่ค่อยชอบที่จะเรียนรู้ หรือรับรู้พวกเทคโนโลยี ทำให้เกิดความชอบขึ้นมาได้ยังไงยังไง
แบบนี้แหละเค้าเรียกว่า "หากมันเป็นขนม ถ้าไม่ลองชิมมันสักคำเราไม่มีทางได้รู้หรอกว่ารสชาติมันชวนอิ่มแค่ไหน"
วันนี้กลับมาอีกครั้ง มาเฮฮาปาจิงโกะอีก เรื่องราวที่ยังไม่ได้เล่า การเดินทางอันน้อยนิดจะได้ออกมาโล้ดแล่นมั้ง ยิ่งคิดก็ยิ่งอดอมยิ้มไม่ได้ ยิ่งย้อนวันที่เริ่มทำงานที่นี่ ทีก็รับรู้แล้วว่าตัวเองต้องตายให้กับตัวอักษรเหล่านี้
งานแต่ละอย่างที่ทำก็คงไม่พ้นในสิ่งที่ชอบ แม้ว่าทีต้องแลกกับการอยู่ติดที่ก็ตาม แต่ได้อย่างก็เสียอย่าง แบบนี้แหละชีวิต....
January 19 iphone ยอดฮิตติดแนวหลายวันก่อนทุกพื้นที่ของประเทศไทยปกคลุมด้วยความหนาวอย่างน้อย 3 องศา ทีตื่นขึ้นมา และรู้สึกว่า ทีกำลังหลับนอนอยู่บนเตียงนุ่มๆ ผ้าห่มหนา ๆ ท่ามกลางหมู่บ้านในตัวจังหวัดทางภาคเหนือหรือเปล่า อากาศที่ชวนให้อยากหลับนอน หรือนั่งรับไออุ่นจากกาแฟร้อน ๆ สักถ้วย
วันนี้จึงกลายเป็นวันทำงานที่แสนจะมึน ๆ งง ๆ เป็นพิเศษ เหตุจากสมองได้รับอิทธิพลความไม่สดชื่น ร่างกายที่ไม่ได้รับการพักผ่อนอย่างเต็มที่ ทำเอาทีต้องอ้าปากหาวแล้วหาวอีก ความง่วงเริ่มก่อกวนให้ส่วนประสาททำงานช้าลง บวกกับเมื่อวานมีโอกาสแวะเวียนไป "สยามพารากอน" กับ "เอก" เพื่อนร่วมงาน และ "ตาล" เพื่อนทุกสถานะ
จุดมุ่งหมายคือการไปซื้อ iphone 3G เครื่องมือสื่อสารที่ไม่มีใครไม่รู้จัก นวัตกรรมที่ใครหลาย ๆ คนอยากได้ (ทีก็อยากได้ครับ) ไปคราวนี้เพื่อนเอกซื้อครับ ตื่นแต่เช้าเพื่อไปรับสิทธิในการสั่งจองทางเว็บไซต์ True move ค่ายยักษ์ใหญ่ในเรื่องการสื่อสาร
ก่อนหน้านี้ในกลุ่มวงเพื่อนฝูง iphone 3G กลายเป็นคำยอดฮิต ไม่มีใครไม่พูดถึง นี่จึงเป็นโอกาสที่ได้มาเปิดโลกทัศน์เทคโนโลยี เรามาถึงตอนประมาณ 11 โมงกว่า ๆ มาถึงหน้างานปุ๊ปก็จะพบพนักงานคอยต้อนรับ และก็จะบอกให้เราไปตรงนั้นตรงนี้ตามลำดับขั้นตอน
หลังจากที่รับข้อมูลจากพนักงานว่าต้องทำอย่าไรบ้าง ไปตรงส่วนใดก่อน เราก็รีบจ้ำ ๆ เดินมายังหน้าช่องทางเข้าที่เข้าสู่การตรวจสอบข้อมูลเอกสารต่าง ๆ ที่เตรียมมา ตรวจสอบเอกสารข้อมูลเรียบร้อยก็มาถึงช่องรับเครื่อง นั่งรอพนักงานคีย์ข้อมูลเรียบร้อย ก็รอรับเครื่อง พอได้เครื่อง iphone 3G (8G) ก็จะถูกเรียกให้ไปทำการลง application ข้อมูลต่าง ๆ ก็จะมาลงอยู่ในเจ้าเครื่องนี้ และเสร็จสิ้นภารกิจการติดสอยห้อยตามไปกับเพื่อนเอก มันสุจใจที่ได้เป็นของขวัญปีใหม่ เพราะนี่คือเงินจากน้ำพักน้ำแรงของมัน
คนเราหากจะหาความสุขให้กับตัวเอง คงแล้วแต่วิธีการของแต่ล่ะคน แต่ถ้าหากทำไปแล้วไม่ได้เบียดเบียนใคร หรือเดือดร้อนใครมากมาย ทีว่าคงหาเวลา หรือสิ่งของที่อยากได้บำรุงตัวเองบ้าง บำรุงทั้งกาย และความรู้สึกอันดี แต่หากสามารถบำรุงเผื่อคนอื่นได้ก็จะเป็นการดี
ส่วนทีก็มีสิ่งที่อยากได้เยอะแยะเต็มไปหมด บางทีกิเลสทีห้ามยาก แต่หากล้วนแล้วคิดอย่างรอบคอบ และคำนึงถึงปัจจัยที่สำคัญกว่าทีงเลือกอย่างนี้มากกว่าการมีแล้วต้องมาน่ังทุกข์ หากเป็นอย่างนั้นสู้อย่ามีดีกว่า
หลังจากเพื่อนเอกได้เชยชมเจ้า iphone เสร็จภาระกิจต่างแยกย้ายกลับบ้าน ทีก็กลับมายังบ้านหลังเดิม ความอยากได้ที่ทียังข่มใจ และบอกกับตัวเองว่า "ไม่ตายก็หาใหม่ได้" ไว้มีโอกาสคงได้ซื้ออะไรที่ตัวเองต้องการบ้าง
มาถึงบ้านทีก็เป็นอันสลบเลยล่ะครับ ด้วยเพราะเหนื่อย หรือเพราะเมื่อคืนก่อนนอนน้อยก็ไม่รู้ เรื่องราวที่อยากร่ายออกมาต่อจากการการเดินทางกลับบ้าน ยังคงเก็บอยู่ไว้ และคงต้องหาโอกาสมาบอกเล่าให้ฟัง
วันนี้ iphone กลายเป็นคำยอดฮิตที่ถูกค้นหาใน google มากที่สุดช่วงก่อนหน้านี้ และเมื่อ true move นำเข้ามายังไทย
January 17 การเดินทาง "น้องสีสวาท"
สวัสดีปีใหม่ครับ ก่อนอื่นคงต้องขอโทษที่ทีห่างหายไปแบบไร้ร่องรอยเกือบ 2 อาทิตย์กว่า จนใครหลายอาจจะคิดว่าทีไปตกอยู่ระหว่างกลางทางกลับบ้านหรือเปล่า เห็น Blog ดูเงียบเหงาพิกล ทีเลยรีบแวะเข้ามาอย่างไว
เพราะเรื่องราวที่ได้พบเจอมากมาย พร้อมจะถูกร่ายออกมาเป็นตัวหนังสือให้ใครหลายคนได้ติดตาม การกลับบ้านคราวนี้จุดเริ่มต้นคงหนีไม่พ้น สถานีรถไฟบางซื่อ จุดแรกของการเดินทางที่ทีใช้เป็นพาหนะตั้งแต่จำความได้เมื่อขึ้นมากรุงเทพ
และที่ที่จะไปคงหนีไม่พ้น บ้านเกิด เท่าที่จำได้ในรอบปีที่ผ่านมา นับจำนวนครั้งได้ทั้งปียังไม่ถึง 5 ครั้งเลย ด้วยเพราะงานที่ต้องรับผิดชอบ ทีเลยเป็นลูกคนเดียวที่กลับบ้านได้น้อยที่สุด รองมาคงจะเป็นพี่กฤษ (พี่คนกลางที่ดูท่าจะหล่อที่สุดในบ้านหลังนี้ ก็มีแต่คนบอกแบบนี้ ฮ่า ๆ) และพี่โจ พี่คนโตที่เดินทางกลับบ้านมากที่สุด
แต่นั่นไม่ใช่สิ่งสำคัญว่าใครกลับมากกลับน้อย ทีคิดว่าได้กลับก็ดีแล้ว อย่างน้อยเจอคนแก่สองคนรอคอยอยู่หน้าบ้านด้วยรอยยิ้ม เห็นแล้วก็ยิ่งรู้สึกตื้นตัน เหมือนย้อนวัยเด็กยังไงยังงั้น ว่าแล้วก็แบกกระเป๋าขึ้นรถไฟ พร้อมสหายร่วมเดินทาง (เพื่อนคู่ใจที่เป็นได้หลากสถานะ)
รถออก 20.50 ครับ ที่จริงทีมาก่อนเวลานับหลายชั่วโมง ด้วยเพราะกลัวว่าจะตกรถ เพราะคราวก่อนหน้านี้ก็ตกรถไปครั้งหนึ่ง ปล่อยให้คนแก่สองคนนั่งคอยเก้อ คราวนี้เลยต้องมาก่อนเวลา พอได้เวลาก็แบกเป้ใบใหญ่ยักษ์ สะพายพร้อมของฝากเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้คนที่รอ
ออกเดินทางสองทุ่มกว่า ๆ จะถึงที่หมายคือ อ.หลังสวน จ.ชุมพร ประมาณ ตี 4 (ในตั๋วเค้าบอกแบบนั้น) แต่สุดท้ายรถไฟเสียเวลาครับ ไปถึงจุดหมายก็โน้นเลย เกือบ 7 โมงเช้า หลับแล้วหลับอีกจนบางทีกลัวจะนั่งเลยสถานี อย่างน้อยแม่ทีก็โทรทุก ๆ ครึ่งชั่วโมงเพื่อถามว่าทีถึงยัง (สงสัยแกกลัวลูกคนนี้นั่งเลยไปไกลถึงสถานีนครศรีฯ ก็เป็นได้)
พอถึงจุดหมาย แม่มารับครับ ประโยคแรที่เห็นหน้าลูกมาเลยครับ ว่าด้วยเรื่องทรงผม ทีตัดสั้นไปครับ แกไม่ชอบ ชอบให้ไว้ยาว ๆ มากกว่า เอาแล้วไงครับ แกบ่นยันถึงที่บ้านเลย แต่ทีก็เข้าใจครับ แถมกลับอมยิ้มกับเพื่อนนักเดินทางที่มาด้วยอีกคนในท่าทางของแม่ (เหมือนกลับไปอยู่ในวัยเด็ก ๆ ที่แม่พร่ำบ่นเสมอ)
"น้องมุก" มาถึงบ้านก็แวะทักทาย เจ้าสองตัวแสบ โคล่า และไมโล แต่ล่ะชื่อน่าดื่มชะมัด ว่าด้วย "โคล่า" สุนัขขนดำ แสมด้วยขนสีน้ำตาล ตัวใหญ่ยักษ์ หูตั้ง เพศเมีย สุนัขตัวที่สองที่ได้มาอยู่บ้านแห่งใหม่แห่งนี้ ก่อนหน้านั้นมีอีกหนึ่งตัวชื่อ "เจ้าแม็ค" แต่ด้วยเพราะมันไม่ยอมอยู่บ้าน ชอบออกท่องเที่ยวไปโน้นมานี่ ไป ๆ มา ๆ ไม่กลับบ้านมาเลย เพราะถูกรถชน จนมาถึง "เจ้าโคล่า" ตัวนี้แม่พบมันโดยบังเอิญ
ก่อนหน้านั้น "เจ้าโคล่า" ไม่รู้หลงทางมาจากไหน แม่บอกว่าเมื่อก่อนมันผอมมาก ๆ ตัวเล็ก เหมือนเด็กเดินหลงทาง เดินมาแบบไม่มีจุดหมาย มาอาศัยร้านแม่ (แม่ขายล็อตเตอรี่ ร้านเล็ก ๆ สมัยรุ่นปู่รุ่ย่า ตกทอดมายังรุ่นพ่อ) แม่เห็นแล้วสงสาร แต่ก็บ่นทีและพี่ ๆเสมอว่า "อย่าเอาอะไรมาเลี้ยงให้แม่เป็นภาระนะ ทุกวันนี้ถ้าไม่มีเจ้าพวกนี้ (ก่อนหน้านั้นมีแมวเลี้ยงไว้เกือบ 4-5 ตัว) แม่คงไปเที่ยวไหนต่อไหนได้แล้ว พอมีเจ้าพวกนี้แม่ก็ต้องห่วงมันไม่กล้าไปไหน"
สุดท้ายแม่ก็เก็บ "เจ้าโคล่า" มาเลี้ยง เพราะทนเห็นมันโดนสุนัขตัวใหญ่รังแกไม่ได้ บวกกับมันเป็นลูกสุนัขไม่ค่อยรู้ภาษีภาษา เห็นแล้วก็สงสาร นับแต่นั้นมา มันก็กลายเป็นสมาชิกตัวที่ 8 ของบ้านไปซะแล้ว และเป็นสุนัขขี้เล่น เป็นมิตรกับทุกคน ไม่ว่าจะรู้จักหรือไม่รู้จักก็ตาม ใจดีมาก ๆ นี่ถ้าเป็นคนคงไปประกวดนางสาวไทยได้เลย เพราะใจดี รักเด็ก ฮ่า ๆ
"เจ้าโคล่า"รับรองพี่แกกว่าจะกลับมาโน้นคงนาน แต่ที่ทำเอาทีอดหัวเราะไม่ได้ คงเป็นตอนที่ มันนอนหลับ หลับชนิดแบบ ขนาดเอามือสะกิด เรียกแล้วไม่ยอมตื่น แม่บอกว่า "เจ้าโคล่ามันกำลังฝัน" เหมือนมันเพ้อ ๆ อยู่ในห้วงความฝัน หรือหลับลึกก็ไม่รู้ แต่เรียกไม่ตื่นเอาง่าย ๆ ยิ่งคิดก็ยิ่งยิ้มในความที่มันเป็นสุนัขแสนซื่อ และปลุกไม่ค่อยจะตื่น
รู้จัก "เจ้าโคล่า" ไปแล้วคราวนี้ถึงคิว "เจ้าไมโล" สุนัขพันธุ์ไทยหลังอาน (ส่วนเจ้าโคล่าก็พันธุ์ไทย แต่ทีว่ามันเหมือนลูกวัวนะตอนเด็ก ๆ เลยไม่รู้ว่ามันเป็นสุนัข หือลูกวัวกันแน่) "เจ้าไมโล" นี่ก็เป็นหนึ่งในสมาชิกของบ้านที่แม่เก็บมันมาเลี้ยงเช่นกัน แม่บอกว่าตอนที่เจอมันครั้งแรกก็เจอที่ร้านของแม่นั่นแหละ แต่ "เจ้าไมโล" จะต่างกับ "เจ้าโคล่า" คือ เป็นสุนัขที่ดุ และใจสู้ ตอนแรกมันไม่ยอมให้แม่เข้าใกล้ ตอนนั้นยังเด็กอยู่มีปลอกคอด้วย แม่เลยบอกว่า มันคงหลงกับเจ้าของ
แต่ "เจ้าไมโล" มาอยู่กับแม่ได้ เพราะโดนรังแก และคนแถวตลาดชอบตีมัน (ถ้ามันพูดได้มันคงจะถามว่า ตีหนูทำไม หนูยังไมทำอะไรผิด นั่นสิ ลูกสุนัขมันทำอะไรถึงไปตี แค่มันมองอาหาร แต่ยังไม่ได้ไปกัด ไปขโมย เค้าก็ง้างมือ หยิบไม้พร้อมจะไล่ตีแล้ว สุดท้ายมาเจอแม่ แรก ๆ ไม่ให้จับ แต่พอแม่ทยอยให้อาหาร ที่หลับนอน มันก็มักจะแวะเวียนมาหาแม่ ในที่สุดแม่ก็พาขึ้นรถมาไว้ที่บ้าน "เจ้าโคล่า" เห็นก็วิ่งตรงมาต้อนรับอย่างไว
จนกลายเป็นพี่น้องกัน แม่บอกว่า มันอยู่ได้แค่ 2 วันก็หนีออกจากบ้าน แม่คิดว่าถ้าไม่กลับก็ถือว่าไม่มีบุญได้เลี้ยง ได้อยู่ด้วยกัน กลางดึก "เจ้าไมโล" มาเห่าหน้าบ้าน พอแม่เปิดประตู สุดท้ายก็กลายเป็นสมาชิก ตัวที่ 9 ในครอบครัวของที ความขี้เล่น ใจสู้ แม้จะตัวเล็กกว่าก็ตาม แต่ "เจ้าไมโล" ไม่เคยกลัวสุนัขตัวไหน หรือแม้กระทั่งคน พี่แกจะเห่าเอาไว้ก่อนไม่ว่าจะมาดีหรือร้าย
อาจเป็นเพราะ สิ่งที่ "เจ้าไมโล" เจอนั้นอาจจะทำให้มันฝั่งใจจนกลายเป็นการระวังตัวในที่สุด แม่บอกกับทีแบบนั้น แต่ "เจ้าสองตัวนี้" ก็แสบเอาใช้ได้ แม่บอกมาอย่างนั้น และถึงแม้แม่จะชอบดุ ชอบตีเวลามันทำผิด แต่ทีก็มักจะเห็นความรักที่แม่มักจะมอบให้โดยไม่เคอะเขินต่อพวกมัน ด้วยการเอาใจใส่ ไปบ้านสวนที่ต่างจังหวัดก็ต้องพามันไปด้วย เหตุเพราะขืนปล่อยไว้ใครจะดูแล (แม่บอกทีเช่นนี้)
เกือบลืม แต่ที่น่าหลงใหล และน่าสงสารอีกหนึ่งสมาชิก คงหนีไม่พ้น "น้องมุก" หรือนินจา แมวสีขาว เพศเมีย ต้องย้อนกลับไปเมื่อครั้งที่ยังอยู่บ้านหลังเก่า แม่ทีเลี้ยงเหล่าบรรดาสุนัข และแมว ร่วม 5-6 ชีวิต และทยอยตายไปทีล่ะตัว "สีหมอก" แมวตัวแรก แม่เก็บมาเลี้ยงเพราะ ถูกรถชน แต่ก็อยู่ได้ไม่กี่เดือนก็ตาย "เจ้าแม็ก" สุนัขพันธุ์ไทย ขนดำ สุนัขตัวแรกที่ทำเอาทีหลงรัก ต่อมา "น้องเหมียว" แมวแสนฉลาด พันธุ์วิเชียรมาศ แมวที่หลายต่อหลายคนถ้าได้เห็นก็คงอยากได้ไปเลี้ยง ทั้งฉลาด และยังทำให้แม่ถูกหวยเกือบทุกงวด (แล้วแต่ความเชื่อนะครับ ฮ่า ๆ ของแบบนี้) "น้องเหมียว" นี้ ตกมาจากดาดฟ้าลงมายังท่อหลังบ้านครับ แม่เลยเก็บมาเลี้ยง เป็นแมวที่ทำให้แม่ต้องหลั่งน้ำตา เพราะมันวิ่งตามพ่อแล้วถูกรถชน
แม่ร้องไห้ชนิดที่ทีไม่เคยเห็น "เจ้าเหมียว" เป็นแมวที่แม่พาไปไหนต่อไหนตั้งแต่มีมันมาอยู่ที่บ้าน สุดท้ายก็จากไป แล้วมาถึง "เจ้าดำ" แมวดำตัวอ้วน มีผ้ากันเปื้นที่คอ ใส่ถุงเท้าสีขาว (เห็นภาพแล้วจะร้องอ๋อ) ตัวนี้แม่เจอเมื่อครั้งแม่ยังมีร้านขายผ้าในตลาด ตอนนั้น "เจ้าดำ" ตั้งท้อง แต่โชคร้ายโดนเด็กชายตัวเล็ก ใช้เท้าถีบจนมันเกือบแท้ง แต่ก็ทำเอามันไปไหนมาไหนไม่รอด แม่ไปเห็นแม่เลยเก็บมาเลี้ยงไว้ที่ร้าน จนครบกำหนด "เจ้าดำ" คลอดลูก ออกมา 4 ตัว จนแม่ภาวนาว่าขอให้รอด สุดท้ายมันคงทนไม่ไหว ลูกมันตายทั้งหมด
ตั้งแต่นั้นมา แม่ก็รับเจ้าดำเข้าไปเป็นสมาชิกตัวแรกของบ้านหลังเก่า (กว่าจะมีสัตว์เลี้ยงตัวใหม่ของบ้านได้ก็ผ่านมาหลายปี หลังจากที่ "น้องเหมียว" ตาย) จนมาถึง "น้องสีสวาท" แต่เรียกกัน "น้องหวาด" แมวพันธุ์วิเชียรมาศ สีสวาทสุดสวย แมวที่พี่ชายเลี้ยงมาก่อนที่กรุงเทพ เอามาฝากแม่ คงเห็นแม่ไม่มีเพื่อนไว้แก้เหงา หรือมันเบื่อที่จะเลี้ยงก็ไม่รู้ จึงกลายเป็นสมาชิกกับ "เจ้าดำ"
และพอมี เจ้าสองตัวนี้ไม่นาน พี่โจก็ส่งเจ้า "น้องมุก" แมวสุดสวยสีขาวมาให้ แต่คราวนี้เกิดปัญหาที่ว่า "เจ้าดำ" มีนิสัยขี้ระแวง และขี้อิจฉา อย่าว่าแต่คนครับ แมวก็มีอารมณ์แบบนี้ "น้องมุก" เข้าหาแม่ หรือพ่อไม่ค่อยได้ "เจ้าดำ" ก็จะกัดทุกที สุดท้ายแม่พาไปบ้านสวน ไปหาตากับยาย ยายชอบ "เจ้าดำ" เลยขอเลี้ยงไว้ ส่วน "น้องหวาด" นิสัยนิ่ง ๆ ไม่ชอบยุ่งกับใคร เป็นแมวโลกส่วนตัวสูงมาก ๆ แต่ชอบอยู่กับตา ที่สำคัญ "เจ้าดำ" ไม่กล้ายุ่งกับ "น้องหวาด" และกลายเป็นสมาชิกที่บ้านสวน โดยมี 2 ตายายดูแลกันคนล่ะตัว
ส่วน "น้องมุก" ก็มาอยู่ที่บ้านกับแม่กับพ่อ ทีว่ามันคงเหงานะ ถ้าไม่มีเพื่อนให้มันสักตัว และสมาชิกคนสุดท้ายของบ้านเก่า "ตัวเล็ก" ชื่อแมวไทย สามสี เหลือง ขาว ดำ แมวมีไฝเล็ก ๆ อยู่ที่ปากด้านซ้าย แมวที่น่าสงสารอีกตัวที่แม่และพ่อเก็บมาเลี้ยง พ่อไปเจอมันเมื่อครั้งที่ไปบ้านสวน ตอนนั้นฝนตก มันยังเป็นลูกแมวตัวเล็ก หลงทางมา หรือถูกทิ้งก็ไม่รู้ เดินโซซัดโซเซมาถึงหน้าบ้าน พอเห็นเลยรีบอุ้มเข้าบ้าน เอาผ้าขนหนูมาห่อตัวมันไว้ พ่อนึกว่าจะไม่รอด แต่สุดท้ายกลายเป็นแมวที่นิสัยขี้เล่น วิ่งทั่วบ้าน สงสัยทุกอย่างที่ขวางหน้า และกลายเป็นเพื่อนเล่นของ "น้องมุก" แม้จะอายุมากกว่า แต่ "น้องมุก" ทำตัวเป็นเด็กกว่า "เจ้าตัวเล็ก"
หรือเพราะมันเป็นแมวไม่คิดอะไรมาก นอกจากมีเพื่อนเล่นก็พอ แต่สุดท้าย "เจ้าตัวเล็ก" ก็ตายด้วยเพราะฉีดยาคุ้มจนมันแพ้ เลือดไหล มันร้องให้แม่ช่วย แต่ตอนนั้นแม่บอกมันเหมือนแมวบ้า แม่ไม่กล้า สุดท้ายมันตายต่อหน้าแม่โดยที่แม่ไม่กล้าช่วย แม่จึงเสียใจมาก และร้องไห้ไป 2-3 วัน จนเข้ามาอยู่บ้านใหม่ เหลือ "น้องมุก" เพียงตัวเดียว
นี่จึงเป็นสมาชิกของบ้านทั้งหมด "น้องมุก" อาจจะดูน่าสงสาร เพราะมันต้องเล่นคนเดียว ทีกลับบ้านไปทีไรมักจะจับมันมานอนข้าง ๆ ตัวเสมอ ด้วยเพราะเอ็นดู บวกกับเห็นท่าทางเวลาที่พี่โจ พี่กฤษ หรือทีกลับมาบ้าน มันมักจะมาคลอเคลียอยู่เสมอ เพราะถ้านับแล้วนอกจากพ่อ และแม่ ก็ไม่มีใครอยู่บ้านเลย
ดูท่าวันนี้เรื่องราวยาวพิกล ความอบอุ่น และสมาชิกภายในบ้าน ดูแล้วมันอบอุ่นนะ ทีคิดแบบนั้น ยิ่งได้กลับไปนอนตักแม่ ไปนั่งทานข้าวพร้อมหน้าพร้อมตา ทีก็มีความสุขมากมาย วันนี้ไปก่อน พรุ่งนี้จะว่าด้วยเรื่อง สถานที่ที่ทีและ เพื่อนนักเดินทางได้ไป
"ลมหนาวมาเยือน แต่การได้เห็นร้อยยิ้มจากคนที่เรารักมักจะอบอุ่นในใจพิกล"
January 13 วิจารณ์หนัง ความสุขของกะทิ"วันไหน ๆ หัวใจก็มีความสุข" (ผมก็คิดแบบนี้เหมือนกันนะ) ประโยคข้อความเล็ก ๆ บนโปสเตอร์ใบใหญ่ยักษ์ พร้อมด้วยหน้าตาเด็กหญิงวัยใส ยิ้มแย้ม แววตาบ่งบอกถึงความสุขในแบบฉบับปิ่นโตที่บรรจุไว้ทุกชั้น
"ความสุขของกะทิ" โดย กลุ่มผู้สร้างภาพยนตร์น้องใหม่ ภาพยนตร์ชูใจ ผลงานกำกับของ เจนไวย์ ทองดีนอก ผลงานภาพยนตร์ที่ใครหลาย ๆ คนอาจคุ้นเคยกับชื่อเรื่องที่คุ้นหู จากสุดยอด นวนิยายเรื่องสั้นรางวัลซีไรท์ปี 2549 ผลงานเขียนของ คุณงามพรรณ เวชชาชีวะ ที่สร้างความสนุกบนหน้าหนังสือที่ทำให้ใครหลายต่อหลายคนหลงรักมาแล้ว วันนี้กลายเป็นภาพยนตร์ที่สร้างรอยยิ้มต้อนรับ "วันเด็กแห่งชาติ" ของขวัญที่ทำเอาผู้ใหญ่บางคนถึงกลับหลั่งน้ำตาแห่งภาพความประทับใจของหนูน้อย กะทิ รับบทโดย น้องพลอย ภัสสร คงมีสุข นักแสดงวัยใสที่ทำเอาผมหลงรักในความน่ารักของเธอตั้งแต่แรกเห็น แม้ว่านี่จะเป็นการแสดงของเธอครั้งแรก การถ่ายทอดความเป็น กะทิ ในฉบับภาพยนตร์ อาจจะดูเรียบง่าย ธรรมดา แต่ในความเรียบง่ายกลับทำให้ผม และคอหนังบางคนร่วมเข้าสู่วัยเด็กอีกครั้ง วัยที่ต้องการความเอาใจ ความอยากรู้ และการเก็บงำความรู้สึกลึก ๆ ต่อโชคชะตาที่อาจจะต้องสูญเสียคนที่รัก แต่ในความมืดมนก็มักจะมีแสงแห่งความสุขจากคนที่รักเราเช่นกัน ด้วยเรื่องราวชวนอบอุ่นในความรักที่เกิดจากผู้เป็นตา และยายที่โอบอุ้มเด็กน้อยที่ปราศจากความใกล้ชิดจากแม่ พ่อ ด้วยเหตุ และผลที่ใครก็มิอาจล่วงรู้ แต่ความรู้สึกของเด็กหลาย ๆ คนอาจเฝ้าแต่ตั้งคำถามว่า แม่ไปไหน แม่จะกลับมาเมื่อไหร่ อีกสารพัด เพราะเด็กคือ พลังบริสุทธิ์ที่ต้องถูกหล่อเลี้ยงด้วยความรัก มากกว่าการป้อนความรักที่ไม่เคยเอ่ยถาม กะทิ จึงเป็นตัวละครที่บ่งบอกถึงความรู้สึกที่อยู่ภายในใจ คำถามที่เฝ้าเวียนวน แต่ไม่เคยได้เอ่ย อาจด้วยเพราะสภาพแวดล้อมแห่งบ้านหลังนี้ ธรรมชาติที่ปกคลุมให้ได้รับไออุ่น ท้องนาสีเขียวขจี และการถูกเรียกหาทุกเช้าจากยาย เพื่อให้ทำกิจวัตร "ตักบาตร" ตามแบบวัฒนธรรมไทยดั้งเดิม ซึมซับจนกลายเป็นเกราะภูมิคุ้มกันให้แข็งแรงและนี่คือ ความรัก ที่ กะทิ ได้รับ แต่ในอีกมุมหนึ่งเด็ก อาจต้องการบอกสิ่งที่อยู่ในใจนั่นคือ การได้เจอแม่ผู้เป็นที่รัก รับบทโดย รัชนก แสงชูโต ที่แสดงได้ถึงอารมณ์ความรักของแม่ ยิ่งภาพลูกนอนหนุนตัก แต่แม่ไม่สามารถแม้แต่เอื้อมมือสัมผัสลูก ทำได้เพียงส่งสายตาที่ปริ่ม พร้อมเอ่อล้นด้วยความรัก ยิ่งเห็นแล้วน้ำตาไหลลงมาอาบแก้มจนผมต้องเบือนหน้าหนีใช่ว่าความประทับใจของภาพยนตร์เรื่องนี้ จะเป็นความสดใส น่ารักของ หนูน้อย กะทิ เท่านั้น แต่คนรอบกายที่ร่ายล้อม คุณตา ที่เสมือนเป็นดั่งแสงอาทิตย์คอยสาดส่องทุกอณูของหัวใจให้เด็กหญิงเข้มแข็ง รับบทโดย สะอาด เปี่ยมพงษ์สานต์ นักแสดงรุ่นเก๋าที่ฝีมือฉกาดหาตัวจับยากท่านหนึ่ง การถ่ายทอดความรักระหว่างตากับหลาน ทำให้ผมรู้สึกถึงความอบอุ่นได้อย่างสุขใจ ผสมผสานกับคำพูดที่ชวนให้อมยิ้ม อย่าง ตอนที่ตาบอกหลานว่า สงสัยคุณยายหวงยิ้มไว้อัดกระป๋องส่งนอก เป็นประโยคเด็ดที่ทำเอาคอหนังทั้งหลายอมยิ้มทุกครั้งเมื่อได้ฟังไหน ๆ ก็พูดถึงคุณตาไปแล้ว ก็ขอข้ามฝากมาที่คุณยาย แสนเจ้าระเบียบ แต่ฝีมือการทำอาหารไม่เป็นรองใคร แม้ภายนอกจะดูดุ เจ้าระเบียบ แต่ภายในกลับมีสายใยความรักที่พร้อมอ้าแขนรองรับหลานสาวได้อย่างน่าชื่นชม รับบทโดย จารุวรรณ ปัญโญภาส พร้อมด้วย ทอง น้าฏา น้ากันต์ และลุงตอง เหล่าตัวละครที่สร้างสีสันให้ความเป็น เด่นชัดขึ้น น่าแปลกนะครับ ผมชอบความอบอุ่นแบบครอบครัวที่ผูกมัดด้วยความรัก สายใยที่พันผูกจนชนิดของมีคมชนิดใดก็ไม่อาจตัดสายใยนี้ให้ขาดได้ ความเรียบง่ายของฉาก ภาพบรรยากาศบ้านทรงไทย ทุ่งหน้าสองข้างทาง หรือแม้กระทั่งศาลาริมน้ำ ต้องบอกได้เลยว่า นี่คือธรรมชาติในชนบทที่ยังคงอุดมไปด้วยต้นไม้ใบหญ้าที่เขียวขจี บอกได้คำเดียวว่า เลือกสถานที่ได้ตรงกับตัวของ กะทิ จริง ๆ การดำเนินเรื่องค่อนข้างเป็นไปอย่างช้า ๆ วิถีชีวิตของคนในท้องถิ่นชนบท ไม่ฟุ้มเฟ้อ ความสุขที่ก่อตัวเกิดขึ้นตามสภาพแวดล้อมที่เป็นอยู่ อาจจะติดขัดในบางฉากดูแล้วอาจขัดตาสักเล็กน้อย เพราะไม่ปะติดปะต่อเท่าไหร่ จุดนี้จึงทำให้อรรถรสบางตอนดูแล้วไม่ลื่นไหล ความพอดีของเนื้อเรื่อง หากใครหลายต่อหลายคนได้อ่านในแบบฉบับหนังสือมาก่อนหน้านี้ อาจผิดหวังเล็กน้อยในส่วนของตัว กะทิ ซึ่งในหนังสือ กะทิเป็นเด็กร่าเริงสดใส แม้จะมีคำถามเวียนวนภายในใจ แต่ความสุขก็มีได้ในแบบวิถีทางของมัน นี่จึงเป็นสิ่งที่ท้าทายในการนำมาทำเป็นภาพยนตร์ เพราะต้องทำอย่างไรกับคนดูที่ได้อ่านเนื้อเรื่องจากหนังสือ และคนที่ยังไม่เคยได้อ่าน แต่โดยรวม ๆ แล้วยังทำออกมาได้ดี ความเรียบง่าย แสนธรรมดา กลับเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผู้ใหญ่บางคนได้กลับไปหวนคิด คำนึงในความรู้สึกของเหล่าเด็กตัวน้อย ความใสซื่อบริสุทธิ์มักจะถูกฉาบไปด้วยความรัก ความปรารถนาดี แต่บางครั้งผู้ใหญ่อย่างเรา ๆ ต้องเปิดหัวใจและรับฟังเสียงเล็ก ๆ ของเด็ก ๆ ดูบ้าง เพราะความสุขเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อแม้จะอยู่บนพื้นที่แห่งใดในโลกใบนี้ สิ่งที่สำคัญคือ การเอียงหู แล้วถามกลับไปว่า "วันนี้หนูมีความสุขแล้วหรือยัง" (ผมคิดแบบนั้นจริง ๆ ) "ไม่ว่าจะยืนอยู่มุมไหนบนโลกใบนี้ แต่อย่างน้อยก็ยังได้มองพระจันทร์ดวงเดียวกัน" โดย นายมูฟวี่ (tantikowit@hotmail.com) December 31 สิ้นปี แต่ไม่มีอะไรเปลี่ยน31 ธ.ค. 51 วันสิ้นปีแล้วครับ แต่ทีก็ยังคงนั่งทำงานที่ต้องสะสางให้เสร็จ ก่อนเดินทางในเย็นวันนี้ ก่อนหน้านี้ห่างหายไปนานพอสมควร เรื่องราวไม่ได้ถูกร่ายขึ้นมา วันนี้เลยถือโอกาสแวะเวียนเข้ามาอัพ Blog อย่างไว เหตุเพราะก่อนหน้านี้มะรุมมะตุ้มกับงานที่มีอยู่ หรือเพราะใจทีมันแห้งไปกับการทำงานก็ไม่รู้
ก่อนหน้านี้ทำงานอย่างบ้าคลั่งก็ว่าได้ มีอะไรก็รีบจัดแจงให้เสร็จสรรพ เพราะทำงานมาเกือบจะ 2 ปี ได้กลับบ้านไปเยี่ยมเยียนพ่อ กับแม่ ไม่ถึง 3 ครั้งเลยสักที วันนี้เลยรู้สึกวูบวาบเป็นพิเศษ ใจวูบวาบแบบอยากหลับตา แล้วตื่นขึ้นมาอยู่ที่บ้านเลย (ทีคงดูการ์ตูนมากไป)
ความรู้สึกของการอยากกลับบ้านยิ่งเพิ่มทวีขึ้น บ้านหลังใหม่ที่เพิ่งย้ายเข้าไปอยู่ได้เพียงแค่ 3 ปี แต่ทีกลับรู้สึกอบอุ่นทุกครั้งที่ได้ไปถึงที่นั่น ความอบอุ่นไม่ใช่เพราะบ้านหลังใหญ่โต แต่ทีอบอุ่นเพราะคนแก่สองคนนั่งเฝ้ารอคอย โทรศัพย์ถามแล้วถามอีกว่ากลับบ้านวันไหน ทั้งที่บอก และย้ำอย่างแน่ชัดว่าวันนี้
ทีไม่ได้รำคาญเวลาที่แม่ หรือพ่อโทรมาถามว่ากลับบ้านวันไหน ขนาดคุยกันไม่ถึง 5 นาทีก็ถามอีกล่ะ ถามหลายครั้งจนทำเอาทีอมยิ้มและรู้สึกขำในน้ำเสียงของพ่อ และแม่ น้ำเสียงบ่งบอกถึงความคิดถึง และอยากเจอลูกคนนี้ ทีไม่ได้เจอกันนาน
นี่ทีอายุจะย่างเข้า 25 ปีแล้วนะ โตพอที่จะรู้จักรับผิดชอบได้แล้ว แต่ในสายตาพ่อ กับแม่ทุกคนก็ยังคงเห็นลูก ๆ เป็นเด็กอยู่วันยังค่ำ แต่ทีก็รู้สึกแบบเดียวนะ คือ กลับบ้านทีไรเหมือนตัวเองย้อนวัยไปเป็นเด็กเพียงแค่อายุ 12-13 ปี
วัยที่ได้ทำอะไร ไปโน้นไปนี่ ไม่ต้องคิดอะไรมากมายให้ปวดหัวเหมือนอย่างเช่นปัจจุบัน โลกใบเล็ก ๆ ที่ทำเอาทีอมยิ้ม ภาพความทรงจำเมื่อครั้งยังเด็กมันย้อนให้เราได้อิ่มเอม และชื่นชมได้อย่างเต็มปอด
วันนี้ทีจะได้เดินทางอีกครั้ง การเดินทางที่เต็มไปด้วยความสุข เพราะการนั่งทานข้าวพร้อมหน้าพร้อมตาในครอบครัวเป็นความสุขที่สุดยอดสำหรับทีแล้วล่ะ ต่อให้จะปีใหม่ วันใหม่ แต่ความเป็นครอบครัวก็ไม่เคยเปลี่ยนแปลง และต่อให้เวลาที่เจอะเจอจะสั้น บางทีดีกว่าไม่มีเอาซะเลย
ปล. ไว้เจอกันครับ คราวหน้าจะหาเรื่องราวมาฝากครับ สวัสดีปีใหม่...(ในรูปด้านบนหาทีเอาล่ะกันครับว่าคนไหน )
December 25 รูบิค กับความคิดนอกกรอบช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา ทีไม่ได้แวะเวียนมาอัพ Blog เท่าที่ควร วันนี้เลยถือโอกาสรีบเข้ามาเขียนในสิ่งที่ละเลยต่อการเขียนมาช่วงระยะหนึ่ง และที่หายไปก็เพราะจับ ๆ จ้อง ๆ คลุกอยู่กับการ "พิชิต รูบิค" ลูกบิดอัฉริยะ (ทีกะว่าจะเอาแชมป์มาฝากเหล่าเพื่อน ๆ หลาย ๆ คนได้เชยชมให้ได้)
ง่วนอยู่กับ "รูบิค" ทุกวี่ทุกวัน จนไม่เป็นอันนอนหลับสนิท ด้วยทีเป็นพวกประเภทถ้าสนใจอะไรแล้ว ต้องทำให้มันลุล่วงให้ได้ หรือเพราะอยากเอาชนะรึเปล่าก็ไม่รู้
แต่ที่แน่ ๆ ทำทีเป็นตาหมีแพนด้าไปหลายต่อหลายคืน เล่นทุกชั่วโมงที่มีเวลาว่าง จับบิดไปบิดมา จนบางครั้งท้อ ท้อเพราะทำไม่ได้สักหน้าเลยนะซิ แล้วเมื่อท้อก็ยิ่งมีแรงฮึด เพราะทีเชื่อว่าไม่มีอะไรที่เราทำไม่ได้
ย้อนกลับไปประวัติรูบิคนิดหน่อย เผื่อหลายต่อหลายคนยังไม่รู้จัก ซึ่งตามประวัติ (คร่าว ๆ นะครับ) ลูกบาศก์ของรูบิค นั้นถูกคิดค้นขึ้นในปี ค.ศ. 1974 โดย เออร์โน รูบิค ประติมากร และ ศาสตราจารย์สถาปนิก ชาวฮังการี ผู้ซึ่งมีความสนใจในเรขาคณิต และ รูปทรงสามมิติ เออร์โนได้จดสิทธิบัตร HU170062 สิ่งประดิษฐ์ ในชื่อ "ลูกบาศก์มหัศจรรย์" (Magic Cube) ในปี ค.ศ. 1975 ที่ประเทศฮังการี แต่ไม่ได้ทำการจดสิทธิบัตรนานาชาติ และได้มีการผลิดชุดแรกเพื่อสำรวจตลาด ในปลายปี ค.ศ. 1977 โดยทำการจำหน่ายในร้านของเล่นในกรุงบูดาเปสต์
หลังจากนั้นลูกบาศก์ หรือรูบิค นี้ก็เริ่มได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นทั่วทั้งประเทศฮังการี โดยการบอกเล่าปากต่อปาก วงการศึกษาในกลุ่มประเทศตะวันตก ก็เริ่มให้ความสนใจในลูกบาศก์นี้ ในเดือนกันยายน ปี ค.ศ. 1979 บริษัท ไอดีลทอยส์ (Ideal Toys) ได้ทำข้อตกลงเพื่อทำการจำหน่ายทั่วโลก และได้มีการเปิดตัวของลูกบาศก์นี้ในระดับนานาชาติที่ งานแสดงของเล่นที่กรุงลอนดอน นครนิวยอร์ก เมืองนูร์นแบร์ก และ กรุงปารีส ในช่วงต้นปีค.ศ. 1980 บริษัทไอดีลทอยส์ ได้เปลี่ยนชื่อของเล่นนี้เป็น "ลูกบาศก์ของรูบิค" (Rubik's Cube) และ ได้มีการส่งออกลูกบาศก์นี้จากประเทศฮังการีชุดแรกเพื่อการจำหน่าย ในเดือน พฤษภาคม ค.ศ. 1980 จนกลายเป็น "รูบิค" ที่ใครต่อหลายคนให้ความสนใจ ไม่ว่าจะเป็นทั้งเด็ก วัยรุ่น ผู้ใหญ่ ด้วยเพราะเป็นการเล่นที่ต้องอาศัยทักษะความจำ การแก้ไขแต่ละปัญหา แต่ละด้านของเจ้ารูบิค ซึ่งส่วนใหญ่ "รูบิค" มี 6 ด้าน 6 สี นี่ขั้นพื้นฐานนะครับ แต่เวลาเล่นไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด แต่ทียิ่งเล่นทีก็ยิ่งต้องคิด เพราะถึงเราทำสีที่เหมือนกันได้ด้านหนึ่ง แต่อีก 5 ด้านเราจะทำยังไง นี่สิคือการคิดนอกกรอบ และคิดอย่างเป็นระบบ ขั้นตอนทำยังไงให้เราทำด้านที่สองเป็นสีเดียว และต้องคิดเผื่อด้านที่สาม ด้านที่สี่ และด้านที่ห้า
ยิ่งเล่นก็ยิ่งสนุก ทีเลยไม่ได้หลับไม่ได้นอนทั้งวัน ด้วยเพราะนี่คือของเล่นที่ทรงคุณค่าในเชิงฝึกทักษะ ใครหลายคนอาจจะเห็นผ่านทางหน้าจอ การแข่งขัน "รูบิค"อยากจะบอกว่าเด็ก เยาวชนไทยแต่ล่ะคนที่หันมาสนใจ และฝึกฝนเล่นจนอย่างชำนาญทีว่าพวกเขาทั้งเก่ง
เก่งโดยเกิดจากความสนใจ เด็กบางคนอาจมีพรสวรรค์ใช้เวลาไม่นาน แต่เด็กบางคนไม่มีพรสวรรค์แต่ใช้พรแสวงทุ่มเทกับสิ่งที่ตัวเองรัก และชอบ ยิ่งเห็นทีก็ยิ่งคิดว่า โลกใบนี้ยังมีอะไรให้เราเรียนรู้ ก็เหมือน "รูบิค" เราคิดว่าเราเจอแค่มุมด้านเดียว แต่พอจับมันบิทไปบิทมาเรายังพบหลากหลานด้านให้ได้มองเห็น และเรียนรู้
เอาล่ะ วันนี้ทีคงเล่น "รูบิค" ได้ครบด้านสักที แถมมีสูตรเล็ก ๆ น้อย ๆถ้ามีสูตรอยู่แล้ว ทีว่าลองเล่นดูก่อนเหมือนที เพราะถ้าเราไม่ลองผิดลองถูกก่อนเราก็จะไม่ได้รับรู้ว่า แต่ล่ะด้านเราต้องแก้วิธีใด หากยังไม่ได้ก็เอาสูตรมากาง ทำให้ชำนาญ และคิดนอกกรอบ หาวิธีการอย่างอื่นที่เป็นแบบฉบับของเรา อันนี้คือเรื่องที่สำคัญที่สุด
เพราะทฤษฎีต่อให้เราเรียนรู้จนสำเร็จลุล่วง แต่เมื่อเราจับมันขึ้นมาเล่นก็ต้องทิ้งทฤษฎีไว้ข้างหลัง แล้วบรรจงเล่นด้วยความคิดนอกกรอบที่เราอยากให้เป็น"
ปล. ไว้โอกาสหน้าจะถ่ายภาพ "รูบิค"ของทีมาฝาก December 20 "หัสดี" รถคู่กาย
ผ่านมา 2 วันแล้วที่ทีไม่ได้เข้ามาเขียนเรื่องราวเลยทำให้ขาดช่วงตอนบางเรื่องราวไปสักหน่อย วันนี้เลยถือโอกาสรีบเข้ามาอัพ Blog อย่างรวดเร็ว เมื่อวานเพิ่งถูกเชื้อเชิญให้ร่วมงานฉลองปีใหม่ ภายในแผนก ความอบอุ่นในที่ทำงานดูท่าจะสุข สนุกพิกล (บางอย่างทีก็บอกเล่าไม่ได้ 555+ เอาเป็นว่าทีขอหัวเราะคนเดียวโดยไม่แบ่งปันเรื่องนี้)
ความสุขที่บ่งบอกถึงมิตรภาพที่คนร่วมงาน ไม่แบ่งแยกว่าใครอายุน้อย หรือมาก แต่เขย่ารวมจนนี่คือ "เพื่อนร่วมงาน" สังสรรค์อย่างพองาม เฮฮาปาร์ตี้ในแบบฉบับที่สร้างความสุขไม่กี่ชั่วโมง แต่ทำให้สุขและอมยิ้มได้ตลอดทั้งวัน ส่วนของขวัญทีจับได้แก้วใบสวย (ที่ห้องแก้วเยอะมากมาย) ไว้จะเอามาโชว์ให้ดูนะครับ
แต่ที่แน่ ๆ วันนี้จะว่าด้วยเรื่องคุณ "หัสดี" รถคู่กายที่พาทีไปไหนต่อไหนที่อยากจะไป แม้ว่าบางครั้งพี่แกจะทำฤทธิ์โดยการติด ๆ ดับ ๆ กลางถนนทำให้หัวใจทีลงไปอยู่ถึงตาตุ่มก็ตาม แต่ความผูกพันที่มีอย่างยาวนานถึง 1 ปีกับอีก 3 วัน ถ้าไม่นับรวมเมื่อครั้งซื้อมานะ
มาพูดถึงเรื่องรูปร่างของคุณ "หัสดี" ก่อน ใครหลายคนอาจจะยังไม่คุ้นเคยรถมอเตอร์ไซค์ยุคคุณปู่คุณย่า "รถคลาสสิก" หรือ "รถฮอนด้า C ต่าง ๆ " ฟังแล้วอาจจะงง แต่บางคนถ้าได้เห็นภาพคงต้องอ๋อ...
แบบฉบับรถเก่าแก่ แต่ความแรงไม่เคยเก่า บวกกับความโดดเด่นเฉพาะตัว "รถฮอนด้า" หรือเรียกง่าย ๆ ว่า รถ C100 C200 แล้วแต่รุ่นที่เรียกขานกันไป ส่วนของทีเป็นรถ C65 แฮนด์ตรง สีน้ำตาล รถที่ใครหลาย ๆ คนฝันไว้ว่าจะมีสักคัน ทีก็เป็นคนหนึ่งที่ใฝ่ฝันอยากจะมี
หากให้เล่าย้อนวันวานเมื่อครั้งได้พบคุณ "หัสดี" ตอนนั้นยังเป็นรถสภาพเก่า ๆ สีดำทั้งคัน ด้วยเพราะเจ้าของคนเก่าพ่นสเปย์ด้วยสีดำทั้งคัน แต่ด้วยความชื่นชอบทีจึงถอยออกมา แม้ว่าราคาจะสูงไปสักหน่อย ด้วยตอนนั้นเป็นช่วงวัยรุ่นเลยไม่ได้คำนึงถึงเรื่องเงิน และภาระที่จะเกิดขึ้น
ทีเก็บเงิน รับทำงานพิเศษ รายได้ทั้งหมดจึงมาจากน้ำพักน้ำแรงที่ทีอดทนทำงาน และเก็บออม บางทีไม่พอก็หยิบยืมจากชาวบ้านชาวช่องเข้า และเมื่อครบตามจำนวนราคารถก็รีบจัดแจงให้รุ่นพี่ที่คบกันมา 10 ปีพาไปซื้อย่านแถวสายไหม ตรงตลาดยิ่งเจริญ
พอจัดการเรื่องราคา ใบเสร็จเรียบร้อย ทีกลับรู้สึกภูมิใจยังไงไม่รู้ คิดแค่ว่านี่คือ ของขวัญชิ้นแรกในชีวิตที่ซื้อด้วยเงินของตัวเอง หลังจากที่ได้มาก็เร่งทำงาน เพื่อตกแต่งให้เป็นรถในฝันที่ทีต้องการ และสุดท้ายกว่าจะได้รถคันนี้ก็ปาไปเกือบ 2 ปีกว่า
ด้วยเพราะคนที่นับถือและขึ้นชื่อว่าเป็นพี่เป็นน้องกัน (ทีก็ไม่ได้อยากมาประจาน แต่อยากบอกให้ใครอีกหลายคนได้รับรู้ และได้เอาไปเป็นอุทาหรณ์ว่า อย่าไว้ใจใครมากมาย ถ้าให้โอกาสคนนั้นมาหลายครั้ง)
โดนโกงเงินค่ารถครับ ทั้ง ๆ ที่ทีทำงานส่งเงินเกือบทุกเดือน มีน้อยให้น้อยมีมากให้มาก ด้วยความไว้ใจไม่เคยถามว่าร้านอยู่ไหน แล้วจะไปดูรถได้ยังไงกัน นั่นสิทำไมทีไว้ใจได้ขนาดนั้น นั่นรถของทีเอง ทำไมทีถึงไม่ดูแล
สุดท้ายรู้ความจริงเมื่อวันที่จับได้ว่า "ถูกโกง" เอาสิ อยากใช้กำลังก็อยากใช้ แต่สุดท้ายก็ให้คนนั้นชดเชยในสิ่งที่เขาทำกับที จ่ายค่ารถให้หมด จนวันนี้ได้รถมาสมใจอยาก แม้จะไม่ได้เป็นอย่างที่ฝัน แต่ทีก็ยังภูมิใจที่ไม่ได้ใจอ่อน ให้อภัยกับคนประเภทนี้
คนประเภทที่ทำงานบนหลังคน ส่วนตัวเองกลับเอาความสุขจากคนอื่นไปสนองความต้องการของตัวเอง จนหลงลืมความเหนื่อยยากของใครอีกคน ยิ่งคิดก็ยิ่งอดขำไม่ได้ เพราะทีคิดว่าใครคนนั้นเป็นคนที่น่าสงสารที่สุดเท่าที่ทีเคยเจอ ทีคิดเช่นนั้นจริง ๆ
"คุณค่าความเป็นคนไม่ได้วัดกันตรงที่ ใครเอาเปรียบใครได้มากกว่า หรือใครสามารถโกงกินคนอื่นได้มากกว่า" แต่มันวัดกันตรงที่การกระทำที่เกิดจากจิตสำนึกที่ดีต่างหาก" (ว่ามั้ยครับ)
มาพูดถึงคุณ "หัสดี" ต่อดีกว่าครับ ตั้งแต่มีเจ้านี่มานะครับ จะไปไหนต่อไหนก็มีคนหันมามอง และแอบพูดชมว่า "รถสวย" ดีนะ จะไม่ให้สวยได้ยังไง เพราะด้วยความที่เป็นรถเก่า และหายาก จนใครหลาย ๆ คนต่างเสาะแสวงหามาไว้สักคันไม่ว่าจะเป็นกลุ่มนิสิตนักศึกษา คนวัยทำงาน หรือแม้กระทั่งคุณปู่คุณย่าที่ยังคงอนุรักษ์ของเก่าไว้
บางคันสภาพอาจจะเก่ากึก จนในวงการเรียกว่า "รถแบบแห้ง" คือสภาพมันเป็นยังไงก็ยังเป็นอย่างนั้น ไม่ตกแต่งตามความชอบ ความทันสมัย แต่ชอบความที่เป็นของดั้งเดิม เก่า ๆ ชวนให้นึกถึงคนสมัยก่อนที่ใช้ขับไปไหนมาไหน
แต่คุณ "หัสดี" ของทีแรก ๆ อาจะเก่าแต่พอมาตกแต่งก็ดูคลาสสิกไปอีกแบบ สไตล์ที่บ่งบอกถึงเจ้าของ แรก ๆ มาดูแวว ๆ ทั้งซี่ล้อ ท่อไอเสีย ขัดจนมันวาว แต่พอมาช่วงนี้สนิมเริ่มจับเกาะจนชนิดเช็ดเท่าไหร่ก็ไม่ออกสักที ด้วยเพราะก่อนหน้านี่โดนน้ำฝนที่โปรยปรายมาเกือบ ๆ ทั้งเดือน แม้จะปกคลุมไปด้วยผ้ากันฝนก็ตาม
แต่น้ำฝนก็ทำเอาคุณ "หัสดี" ของทีจากที่หล่อเหลากลายเป็นคนทำงานที่ขาดการพักผ่อนจนไม่มีเวลาดูแลตัวเอง(แต่ไม่รู้ว่าหมายถึงคุณหัสดีหรือทีกันแน่ 55) แต่ที่แน่ ๆ ทีกลายเป็นนักอนุรักษ์นิยมไปเลยครับ ชอบของเก่า ไม่ใช่ว่าของใหม่ไม่ดีนะ แต่ของเก่าบางสิ่งบางอย่างมันดูแล้วชื่นใจ และภูมิใจที่คนรุ่นเก่าบุกเบิกสิ่งดี ๆ แบบนี้แด่คนรุ่นหลัง
คุณ "หัสดี" ก็เช่นกัน ทีหลงใหลได้ปลื้มกับ "รถคลาสสิก" แบบนี้จริง แฮนด์ตรงที่จับได้อย่างมั่นใจ รูปร่างที่กะทัดรัดสมส่วน ไฟหน้าดส่องแสงแม้ในยามมืด เบาะยามที่พร้อมพาเพื่อนคู่ใจไปไหนต่อไหน เห็นแล้วอดนึกถึงวันที่ คุณ "หัสดี" จะกลับมาโดดเด่นอีกครั้ง และครังนี้ทีจะหมั่นไปร้านตกแต่งบ่อย ๆ เพราะนี่คือ "รถคันแรก" ในชีวิตที และจะรักษามันไว้ให้ดีที่สุด
ปล.ชมความงดงามไปก่อนนะครับ แล้วถ้าอยากได้สักคันติดต่อทีได้ครับ จะแนะนำร้านดี ๆ ให้
แวะเวียนอ่านประวัติครับ http://www.km7korat.com/board/index.php?topic=75.0
December 17 สุขใจ (อีกครั้ง)วันนี้ทำเอาทียิ้มตั้งแต่เช้ายันเย็นเลย หลังจากที่ได้ค้นพบความเป็นตัวตน และสิ่งที่ตัวเองรักมานาน นั่นคือการเขียน ๆ ในสิ่งที่พบเจอมากมาย
และเรื่องราวที่ชวนทำเอาทีอมยิ้ม หัวเราะได้อย่างเต็มที่ เรื่องราว บทความที่ไม่เคยย่างกาย เมื่อรู้สึกว่าทีเป็นเพียงแค่ใครคนหนึ่งที่ไม่มีความสำคัญกับคนเหล่านั้น ทีอาจเป็นพวกคิดมาก และแคร์ถึงความรู้สึกมากเกินไป เหมือนเพื่อนที่คุ้นเคยพูด (มันบอกแบบนั้นจริง ๆ) บางทีที่จริงคนเหล่านั้นอาจเห็นความสำคัญของทีก็ได้ แต่ไม่แสดงออก (คิดในทางที่ดีเอาไว้ซะ) น่าแปลกที่ไม่ได้พบเจอใครคนนั้นมานานแสนนาน รู้จักกับเธอคนนั้นเมื่อ 2 ปีที่แล้วก็ว่าได้ รู้จักตอนที่อกหักดัง...(คิดเอาเองล่ะกันครับ) และด้วยเหตุผลบางประการ หรือเพราะทีเองที่ไม่สานต่อความรู้จักกันไว้ให้เนิ่นนาน จนกลายเป็นเพียงลมที่พัดผ่านเลยไป แต่เรื่องราวของเธอทียังรับรู้อยู่ห่าง ๆ แม้ว่าพยายามติดต่อ และบอกเธอในอีกวันที่ทีจะรับปริญญา แต่สุดท้ายก็ไม่ได้บอก เชิญชวนให้มาในวันสำคัญ เพราะทีคิดอยู่เสมอว่า เธอคือคนในครอบครัว เธอคือพี่สาวที่ทีอยากจะบอกว่า "พี่คือพี่คนแรกที่ถามว่าทีมีเงินใช้หรือเปล่า" มันอาจเป็นความประทับใจของเด็กคนหนึ่ง ที่ไม่เคยคาดคิดว่า คนที่ไม่ใช่พี่น้องที่เกิดมาจากพ่อแม่เดียวกันจะหยิบยื่นคำพูดเหล่านี้ ที่ทีอยากได้ยินจากพี่ชายทั้ง 2 คน ของที แต่สุดท้ายปลายสายกลับจำทีไม่ได้ อาจเป็นเพราะทีห่างหายไปนาน หรือเบอร์ที่เคยถูกเมมเอาไปไว้ในโทรศัพท์มันถูกลบออก ทีไม่อยากคาดหวังอะไร เพียงแค่คิดว่า "ทุกคนมีทางที่ต้องดำเนินชีวิตต่อไป" ทีก็เช่นเดียวกัน อย่างน้อยสิ่งเหล่านี้ทำให้รู้ว่า "ทีมีความสุขกับสิ่งที่เป็น และเห็นมุมเล็ก ๆ ของทีก็พอ" จนวันนี้ทีมีโอกาสได้พบคนนั้น ผ่านทางอินเทอร์เน็ตการติดต่อไร้สาย เว็บไซต์ที่เธอทำขึ้นมาเอง เห็นแล้วอดอมยิ้มไม่ได้ ทีไม่รู้ว่าความรู้สึกแบบนี้ เกิดขึ้นอีกครั้งได้ยังไง มันรู้สึกยินดี และภูมิใจในตัวเธออย่างบอกไม่ถูก ความรู้สึกที่คิดว่า "ถ้าสนิทกันมากกว่านี้ทีคงกล้าที่จะยกหูโทรศัพท์ และบอกกับปลายสายว่า ยินดีกับความฝันที่เกิดขึ้นในวันนี้ สำเร็จแล็ว" เรื่องราวที่เกิดขึ้นกับชีวิตเธอ อาจจะเป็นความทรงจำครั้งเก่าก่อนของเธอเรียงร้อยออกมาเป็นเรื่องราว ทีทำเอาทีหัวเราะ อมยิ้มจนหลาย ๆ คนที่พบเห็นอาจจะถามว่า" ทีเป็นอะไร ยิ้มอยู่ได้" จะไม่ให้ยิ้มได้ยังไงล่ะ ก็คนที่เคยรู้จัก และเป็นคนดีคนหนึ่งที่ผ่านมาในชีวิตที่ก้าวสู่ความสำเร็จ" แม้วันนี้ทีอาจเป็นแค่ความทรงจำอันเลือนลางที่เค้าลบออกจากหนังสือในชีวิตของเธอคนนั้นไปแล้วก็ได้ "ทีมีความสุขจังครับ" ที่ได้เห็นสิ่งที่เธอได้ทำประสบความเสร็จ และเป็นสิ่งที่เธอรักมาโดยตลอด ยินดีกับเธอจริง ๆ และหวังว่า วันหนึ่งเธอคนนั้นคงได้อ่านงานเขียนของทีบ้าง "สุขใจ" จริง ๆ นะ ....ฮ่า ๆ (นึกหน้าเอาครับว่ายิ้มแก้มปริขนาดไหน) December 16 "ใจ" เรา![]() วันนี้ดูท้องฟ้า "หดหู่" พิกล ไม่รู้เพราะใจทีมันรู้สึกแบบนั้น หรือสภาพแวดล้อมเป็นไปอย่างนั้น บรรยากาศดูมืดครึ้ม ท้องฟ้าดูเคร่งเครียดเหมือนมีปัญหาร้อยแปดถาโถมเข้าใส่แบบไม่ยั้ง ไม่ทันตั้งตัวให้ยืนหยัดพื้นไม่เอนเอียงตามแรง วันนี้เลยดูเศร้า ๆ พิกล ยิ่งตกดึกบวกด้วยอากาศเย็นชวนเหงา ๆ ทำเอาทีเศร้าโดยตาม ๆ กัน ถ้าไปหาหมอ หมอคงบอกว่า ร่างกายไม่ได้เป็นอะไร แข็งแรงสมบูรณ์ดี แต่ใจนี่สิ กลับไม่สบายตัวเอาซะเลย เคยเป็นมั้ย "ใจเหงา" ที่หาสาเหตุไม่ได้ นั่นสิ ทำไมหาสาเหตุไม่ได้ ทั้ง ๆ ที่ความเป็นจริง ความรู้สึก "หัวใจ" ก็เป็นของเรา จนทำให้ทีสงสัย เหตุเมื่อใจของเรา แต่ทำไมใจถึงไม่ทำตามสิ่งที่คิด ไป ๆ มา ๆ ก็หาคำตอบยากเอาการ เรื่องของ "ใจ" นี่ช่างยากจริง ๆ เพราะกว่าจะหาวิธีการที่จะเข้าใจ ยังต้องหาวิธีเข้าถึงความรู้สึกของ "ใจ"ด้วยซ้ำ ทีอาจจะเหงา แต่ทีก็มีวิธีที่ทำให้ใจ "ไม่หดหู่" แม้จะหดหู่ก็ตาม เอาเป็นว่า อย่างน้อยทำให้ "ใจ" หายหดหู่น้อยลง ขั้นแรก ทีหยิบหนังสือเล่มโปรด เรื่องราวความรักในมุมมองใกล้ ๆ ตัว หยิบมาเสริมกำลังใจ หากให้แนะนำคงต้องนี่เลย "หนังสือแนวให้กำลัง เขียนโดย ต้นกล้า นัยนา นักเขียนคนโปรดของที ขั้นสอง หากขั้นแรกไม่สำเร็จ นี่เลย สรรหาต้นไม้ หรือต้นไม้ที่คุณละเลยการรดน้ำ หันมาสนใจ มองมันอย่างพินิจพิเคราะห์ และตั้งคำถามว่า เหตุใดจึงทนถูกทอดทิ้งได้ ถ้าคุณได้คำตอบ คุณก็ผ่านความหดหู่ ขั้นสาม หากขั้นหนึ่ง และสองคุณยังคิดว่าไม่ทำให้หายหดหู่ คุณลองมาดูวิธีนี้ ทานไอติมรสโปรด และซื้อขนมปัง แล้วเดินตามทาง พบเจอสุนัขที่คุณเคยคุ้นเคย และพบผ่านบ่อยครั้ง แต่คุณไม่เคยจะสนใจ ลองหยิบยื่นขนมปังเล็กน้อย แล้วคุณจะแอบอมยิ้มกับท่าทางของสุนัขตัวนั้น ขั้นสี่ หากคุณต้องอยู่คนเดียว คุณควรพักสายตาสักครู่ และลืมตา คุณจะมองเห็นห้องที่เดิม ๆ แต่หัวใจคุณอยากโล้ดแล่นที่ไหนสักแห่ง เมื่อได้คำตอบ ให้รีบไปสถานที่นั้น (วิธีนี้ทีทำบ่อยเอาการ) ขั้นที่หก โทรศัพท์หาคนที่คิดว่า เค้าสามารถสร้างเสริมกำลังใจให้คุณได้ และสามารถให้ข้อคิดกับเค้าได้เช่นกัน (ถ้าเค้าทุกข์ใจกว่า) ขั้นที่เจ็ด หากยังหากำลังใจไม่เจอ ให้มองตัวเอง แล้วคุณจะพบว่า สิ่งที่ดีที่สุดของการไม่รู้สึกหดหู่ คือ "ใจ" ของเราเอง ![]()
คุณไม่ต้องหาวิธีอะไรมากมาย แต่คุณก็สามารถสร้างเสริมกำลังใจจากตัวเองได้ อย่างน้อยไม่ดูถูกตัวเอง ไม่เก็บตัวเงียบ ไม่โทษตัวเอง แค่นี้ใจก็หายหดหู่น้อยลง แม้ว่า "ใจ" อาจจะเข้าถึงยาก แต่ไม่เกินที่เราจะะเข้าใจ ก็ใจของเราเองนี่น่า อยากให้เป็นแบบใด อย่างใด อยู่ที่ "ใจ" ของเราทั้งนั้น เอาล่ะครับ "ใจ" ทีหายหดหู่แล้ว และพร้อมที่จะทำให้ "ใจ" เข้าใจว่า ไม่มีอะไรมาทำให้หดหู่ได้ตลอดทั้งวัน หรือตลอดชีวิต ทุกอย่างอยู่ที่เราทั้งนั้น เพราะใจเป็นของเรา จะสุข จะทุกข์ก็อยู่ที่ใจเราจะมอง บางทีคนเราต้องหัดชะล้างใจให้ใสสะอาดบางเวลา จะได้เข้าใจ หรือมองเห็นความรูสึกของใจ ปล.อยากลองเอาวิธีไปใช้ได้เลยนะครับ ไม่หวงแน่นอนแต่ทีคิดแค่ขอให้สร้างกำลังใจไว ๆ ส่วนรูปไว้อยากลองไปบอกรักใครสักคนก็ได้นะครับ ฮ่าๆ
ย้อนวัย
"ไม่ไหวแล้ว ปวดท้อง" วันนี้ทีบ่นประโยคนี้ให้คนข้างเคียงฟังชนิดที่แบบหลายต่อหลายครั้งก็ทำเอาทีเบื่อ (แล้วไม่คิดเรอะว่าคนอื่จะเบื่อ) นี่จึงเป็นอีกหนึ่งวันที่ลางานครับพี่น้อง จะให้ไปไหวยังไงล่ะ ก็ปวดซะขนาดนี้ แล้วต้องปวดทุกเดือนด้วยนะ (เอาสิ) วันนี้เลยลางาน เพราะดูท่าจะไม่ไหวเอาการ เอาเป็นว่าขอพักชาร์ตพลังสักวัน หลังจากที่ก่อนหน้านี้ไม่มีเวลาได้พัก หรือที่เลือกว่าวันหยุดเลยนะสิ ทำงานงก ๆ ทั้งวัน จนคนรอบข้างบอกว่าจะทำงานเอาโล่เรอะ (แต่ทีกะว่าจะเอาแค่เหรียญก่อน ค่อยเป็นค่อยไป ฮ่า ๆ) ทีเลยตื่นนอนตอน 11.00 เป๊ะ ตื่นมาก็ลุกอาบน้ำเลย ด้วยเพราะท้องเริ่มร้องถึงแม้ว่าจะปวดท้อง แต่ความหิวมันแซงนำหน้าเลยก็ว่าได้ ทีจึงรีบจัดแจงแต่งตัวออกจากบ้านหลังเล็ก ๆ (หอนี่แหละ แต่เรียกเป็นบ้านมันดูอบอุ่นกว่าว่ามั้ย) แต่งตัวเสร็จรีบบึ่ง "คุณหัสดี" (รถสีน้ำตาลประจำกาย แต่ความหลังแสนเจ็บปวด ไว้โอกาสหน้าจะเอามาให้ใครหลายคนได้เห็นนะ) พาเพื่อนคู่ใจบึ่งไป ม.ธุรกิจฯ ไปหาอะไรทานถึงโน้น ด้วยเพราะเพื่อนคู่ใจทำงาน ทีเลยถือโอกาสไปนั่งรอฆ่าเวลา เพราะอยู่ห้องมันน่าเบื่ออย่างมากมาย ออกมามองชีวิตบางชีวิตที่เดินไปมาบ้างคงดี ทีเลยได้เห็นอากัปกิริยาของเหล่าบรรดารุ่นน้องเด็กมหาลัย (ก็ทีจบมาได้เกือบ 2 ปีแล้วมั้ง) คงต้องเป็นรุ่นพี่สิ แต่ทีหน้าตาอ่อนนะ ไม่งั้นเด็กมหาลัยคงไม่เดินเค้ามาถามว่าเรียนคณะอะไร ยิ่งมองยิ่งรู้สึกว่า "ความทรงจำครั้นเมื่อสมัยเรียนมหาลัยผุดขึ้นมา" ความทรงจำที่มีหลากเรื่องราวให้อมยิ้ม ยิ่งคิดก็ยิ่งอดหัวเราะไม่ได้แล้วยิ่งมองคนที่มีลักษณะคล้าย ๆ กับที พอมาเห็นมันก็ย้อนไปสมัยที่ทีเป็นแบบนั้น ทั้งการแต่งกาย สะพายเป้ใบโปรดที่เหล่าบรรดาเพื่อน ๆ จะถามทุกครั้งว่า "ทีบ้านมึงมีกระเป๋าใช้ใบเดียวเรอะ" (ขออนุญาติใช้คำหยาบคายนะ) นั่นสิ แต่ทีก็มีใบโปรดใบเดียวจริง ๆ ยิ่งมองกลุ่มนักศึกษาที่นั่งโต๊ะม้าหินอ่อน โต๊ะไม้เพื่อรอเวลาเข้าเรียนคาบต่อไป เรื่องราวเฮฮาผุดขึ้นท่ามกลางเสียงหัวเราะของเหล่าเพื่อนก๊วน เห็นแล้วก็อดขำกับพฤติกรรมของคนเหล่านั้นไม่ได้ ความเหมือนที่คงคล้าย ๆ กับกลุ่มนักศึกษาทั่วไป คือ แต่ละกลุ่มต้องมีหัวโจ๊กที่สรรหาเรื่องราวมากระตุกต่อมให้เพื่อนร่วมวง และยังต้องมีเพื่อนหนึ่งคนที่เป็นที่น่าเอ็นดู และโดนแกล้งในที่สุด อาจจะแตกต่างจากกลุ่มทีสักหน่อยตรงที่ เรื่องราวที่มาร่วมเฮฮานั้น ส่วนใหญ่เป็นในทำนองบ่นเรื่องเรียน วันนี้เอาไง และทีเป็นคนเดียวที่ไม่ได้ร่วมเฮฮากับเหล่าเพื่อนอะไรมากมาย ด้วยเพราะอาจเป็นคนโลกส่วนตัวสูง หรือคิดแค่ว่า "ทีไม่เหมาะกับเพื่อนแบบนี้" (ทีชอบกลับบ้านไปอยู่กะหนังสือ และโลกของตัวเอง) แต่ใช่ว่าทีจะไม่รับรู้เรื่องราวของเพื่อน ๆ นะ เลยทำให้เพือนทีชอบบ่นว่า "ที่ห้องมันมีอะไรดีว่ะที" ถึงแม้ทีจะชอบอยู่โลกในมุมของที แต่เรื่องราวความสุข และทุกข์ของเพื่อนที่รับรู้หมดทุกอย่าง แม้ทีไม่เคยแสดงออกก็ตาม ภาพเหล่านั้นยังตราตรึงอยู่เสมอ "เพื่อน" ที่เป็นมากกว่าเพื่อนเที่ยววันล่ะ 200 แต่เพื่อนคือเพื่อนที่จะช่วยเหลือกัน และวันนี้ทีกลับมาเห็นโลกของเด็กมหาวิทยาลัยอีกครั้ง เรื่องเรียนสำคัญ แต่การเรียนรู้เพื่อนแต่ละคนก็สำคัญยิ่งนัก เราจะรู้ว่าเพื่อนคนไหนหยิบยื่น ช่วยเหลือโดยไม่หวังอะไรจริง ๆ ช่วงมหาวิทยาลัยจะเป็นคำถามที่หาคำตอบได้เสมอ ทีคิดแบบนั้น และสิ่งหนึ่งทที่ทีได้คือ การได้เรียนรู้วิธีการอยู่กับเพื่อนแต่ล่ะประเภท วันนี้กับมาเป็นเด็แมหาวิทยาลัยอีกครั้ง (แค่มาอยู่วันเดียว ฮ่า) แต่ทีมีความสุขนะ สุขที่ได้เห็นภาพวันวาน แม้ว่าจะไม่ชัดเท่าที่ผ่านมา และดูอะไร ๆจะเปลี่ยนแปลงตามกาลเวลา แต่ทีเชื่อว่า "รั้วมหาวิทยาลัยมันหอมหวาน และโตในแบบฉบับของมัน" December 14 ครัวน้อยเพิ่งตื่นนอนครับ เลยลุกขึ้นมานั่งอัพ blog กันเลยทีเดียว ใครหลายคนอาจจะแปลกใจว่าทำไมทีเพิ่งลุกจากที่นอน เหตุเพราะวันนี้เป็นวันหยุดที่นาน ๆ ทีจะได้พักผ่อนแบบนี้กับเขาซะบ้างหลังจากที่หักโหมใช้ร่างกายไปกับการทำงาน
อันที่จริงทีตื่นตั้งแต่ 11.00 โมงกว่าแล้วล่ะ ออกไปหาอะไรทานข้างนอกบ้าน ร้านที่ทีว่าจะแวะเวียนไปลองชิมสักครั้ง วันนี้จึงเป็นโอกาสอันดีเลยแวะสักหน่อย "ข้าวผักผัดบุ้งหมูกรอบ" ของโปรดหลาย ๆ จานที่ทานที่ไรไม่เบื่อเลยสักครั้ง (ขนาดทานมา 3 เดือนก็ยังไม่เบื่อ)
ร้านให้คุณ ภายในร้านจัดแบบร้านทั่วไป นอกร้านจัดแบบเรียบง่ายมีโต๊ะไม้ไม่กี่โต๊ะ แต่เป็นร้านที่ผู้คนแถวนี้แวะเวียนมานั่งทานบ่อย ทั้งเช้า เที่ยง และเย็น รายการอาหารมากมายชวนให้อยากลิ้มลอง แถมมีอาหารปักษ์ใต้ด้วยนะ ไว้วันหลังคงต้องหาโอกาสไปลองชิมอีกสักหน
ทีสั่งข้าวราดจานโปรด ส่วนเพื่อนคู่เคียงนี่เลย "ผัดพริกแกงปลาเค็ม" เมนูที่แม่ครัว พ่อครัวหลาย ๆ ร้านมักจะถามเธอว่า "เอาแน่เหรอ" ซึ่งทีก็สงสัยว่าทำไมต้องถามแบบนั้น หรือเพราะเมนูนี้ไม่เคยถูกเรียกขานในร้าน เหตุเพราะไม่มีลูกค้าคนใดเลยที่สั่งอาหารจานนี้ (หรือส่วนน้อยมาก ๆ ที่สั่งนะ)
และร้านนี้ก็เช่นกันที่ถามในทำนองนี้ ว่าแล้วพี่แกก็อมยิ้มนิดหน่อยก่อนเดินจากไป รอไม่ถึง 10 นาที อาหารก็ถูกเสริฟร์ด้วยหน้าตาชวนหิว ดูท่าทางอร่อย และน่าทานมากมาย ไม่รอช้าครับ ป๊าด... อร่อยมากมาย แต่เผ็ดได้ใจจริง ๆ
แต่ยอมรับว่าอร่อยมากมาย ร้านธรรมดาแต่ความอร่อยไม่ธรรมดาเอาซะเลย เสร็จจากทานข้าวทีและคนเคียงข้างก็เดินลัดเลาะมาตามทาง เหตุที่ไม่ยอมขับเจ้า "หัสดี" รถคู่ใจ(ไว้โอกาสหน้าจะหารูป และเรื่องราวที่กว่าจะได้มันมาเป็นเพื่อนคู่ใจ รับรองว่าฟังแล้วอาจจะคิดแบบทีก็ได้) เพราะอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลกับบ้านเท่าไรนัก
มาถึงห้องก็นี่เลยครับ อิ่มจนขนาดแบบคงหาอะไรเพิ่มเติมลงในท้องอีกไม่ได้ แต่พอนึกถึงข้าวผัดผักบุ้งหมูกรอบ ก็เลยพานนึกถึงเวลาเข้าห้องครัวตอนเด็ก ๆ กับแม่ ความจริงทีไม่ชอบทำกับข้าว ชอบทานมากกว่า
สุดท้ายทีก็ต้องเข้าไปหยิบจับโน้นนี่ในครัว ส่งน้ำตาล เกลือให้แม่ยามเรียกหา แต่แม่ทำกับข้าวแต่ล่ะอย่างบอกตรง ๆ ว่าอร่อยมากมาย ยิ่งคิดยิ่งอยากกลับไปบ้านเร็ว ๆ ได้ลิ้มลองอาหารอร่อย ๆ ฝีมือแม่
ภาพแม่ที่นั่งทำกับข้าว เตรียมโน้นเตรียมนี่ กว่าจะเสร็จแต่ล่ะอย่าง ความล้า ความเหนื่อยเข้าครอบคลุม แต่แม่ไม่เคยบ่นเลยสักคำว่าเหนื่อยเพียงไหน กลับรีบจัดแจงกับข้าว และเรียกพ่อลูกมานั่งทานข้าวอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา
ยิ่งคิดก็ยิ่งคิดถึง เพราะการทานข้าวพร้อมหน้าพร้มอตามันอบอุ่นชนิดที่เสมือนภูมิคุ้มกันให้ทีรับรู้ว่าพ่อ และแม่ พี่น้องยังเป็นครอบครัว แม้ว่าช่วงนี้ยังหาเวลากลับไปเยี่ยมเยือนไม่ได้สักทีและแล้ววันนี้ภาพแห่งวันวานก็ย้อนมาอีกครั้ง มันจะเป็นจริงได้อีกครั้งเมื่อทีแบกกระเป๋าใบใหญ่กลับบ้านสักครั้ง
"ความอบอุ่นที่จีรังยั่งยืนที่สุด คงเป็นความอบอุ่นจากบ้านหลังเล็ก ๆ ที่โอบอุ้มด้วยความรักของพ่อแม่"
December 13 จันทร์เจ้าขา"จันทร์เอ๋ย จันทร์เจ้า ขอข้าว ขอแกง ขอแหวนทองแดง ผูกมือน้องข้า..." เนื้อเพลงที่ใครต่อหลายคนคง
ได้ยินเมื่อครั้งยังวัยละอ่อน
ทีก็เป็นอีกคนหนึ่งที่สมัยวันวานยังร้องเพลงแบบนี้เมื่อตอนที่แม่ให้ตั้งจิต และขอพรจากพระจันทร์ที่กำลัง
ส่องแสงสว่างอร่ามตา เด็ก ๆ ทุกคนไม่มีใครไม่เคยขอพร และมักจะเดินวนไปวนมา พร้อมกับโอ้อวดว่า
"พระจันทร์เดินตาม"
ทั้ง ๆที่ความเป็นจริง พระจันทร์อยู่กับที่เรานั่นแหละที่เคลื่อนตัวเอง นั่นสินะ ทีเข้าใจแบบนั้นมาตั้งแต่
เด็ก ๆ ที่พระจันทร์เดินตาม แถมพอเราหยุดเดิน พระจันทร์ก็หยุดเดิน จะไม่ให้เด็กแบบทีไม่คิดแบบนั้น
ได้อย่างไร
![]() ยิ่งมองพระจันทร์เรื่องราววัยเด็กก็หวนคืนกลับมาเป็นภาพความทรงจำที่อาจจะเลือนลาง แต่ทีก็ยังจำได้
เมื่อครั้งที่ยังอยู่กับแม่ แม่บอกให้ทีตั้งสมาธิ เพื่ออธิษฐานถึงสิ่งที่ต้องการอยู่เสมอ เมื่อพระจันทร์เต็มดวง
แม่บอกว่าจะได้พรตามที่ขอ
เอาสิครับ แม่บอกแบบนั้น มีเรอะทีจะพลาด ทีก็เล่นยืนแบบนั้นเกือบทั้งคืน จนแม่บอกว่าพรุ่งนี้ขอใหม่ก็ได้
(แกคงแปลกใจว่าทำไมลูกแกถึงอยากขอพรอะไรมากมายขนาดนั้น) แต่กว่าจะขอในสิ่งที่อยากได้ก็นานนะ
เพราะสิ่งที่ขอ โอ๊ย สารพัดอย่าง (ก็เด็กอ่ะนะ)
จนสุดท้ายทีอายุ 24 ปีทุกวันนี้ไม่เคยได้ตามที่ขอไว้ อาจเป็นเพราะทีจำสิ่งที่ขอไปไม่ได้เลยก็ได้ ตอนนั้น
สงสารน้าพระจันทร์กลัวจะจำสิ่งของที่ทีขอไปไมได้ เลยยกเลิกคำขอทั้งหมด แต่แม่ก็ยังนั่งดูลูกแกยืนขออะไร
ต่อมิอะไรโดยไม่เบื่อหน่าย (หรืออาจเป็นเพราะแกอยากให้ลูกที่กำลังเห่อบ้าขอพรทำไปก่อนเดี๋ยวก็หยุดเอง)
แต่วัยเด็กทำให้ทีรู้สึกดีทุกครั้งที่มองดูพระจันทร์ ภาพแม่มองด้วยสายตาที่อ่อนโดยน ปากก็พร่ำสอนถึงวิธีการ
ขอพร คิดแล้วอดยิ้มไม่ได้ สุดท้ายแม่ก็ยังคงทำให้ทีอบอุ่นทุกครั้งเมื่อไม่ได้อยู่ด้วยกัน อย่างน้อย 5 ปีที่ทีอยู่
ในเมืองกรุง เมืองแห่งวิวัฒนาการเทคโนโลยีมากมาย เดินไปทางไหนก็เห็นแต่ตึกมากมาย
แม้ทีจะใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ อาจรู้สึกโดดเดี่ยวบ้าง เหนื่อยล้ากับสิ่งที่พบเจอ แต่ความท้อถอย แค่เงยหน้ามองจันทร์
มันก็ทำให้ทีหายเหนื่อยแล้ว
ด้วยเหตุเพราะสิ่งที่แม่พร่ำสอนอยู่อย่างนั้น คือ การบอกเป็นนัยอย่างหนึ่งว่า ต่อให้ทีเหนื่อยล้ายามใด อย่าง
น้อยทีก็ยังคงได้รับไออุ่นจากพระจันทร์ที่สาดส่องแสงให้ทีชื่นชม
วันนี้ทีคงต้องไปขอพรจากพระจันทร์สักข้อแล้วล่ะ (มากไปคงไม่ไหว เผื่อแผ่คนทั่วประเทศคงดี) และที่สำคัญ
หากขอมากไปโดยที่ตัวทีไม่เริ่มต้นทำมันก่อน พรแห่งพระจันทร์คงไร้ความหมาย ว่ามั้ย...
ไปล่ะครับ...โอมเพี้ยง.... อุดมการณ์ทางชีวิตที่อุทิศเพื่อตัวอักษร
ตลอดทั้งวัน ทีง่วนอยู่กับการทำงานตั้งแต่เช้า จวบจนปาไปเกือบ 6 โมงเย็น วันหยุดของใครหลาย ๆ คน ที่ได้กระโดดโล้ดแล่นไปยังที่ที่อยากไป หรือสลบอยู่คาเตียงไม่ยอมลุกไปไหน อาจเป็นเพราะวันนี้คือวันแห่งการชาร์ตพลังงาน เพื่อวันพรุ่งนี้ ทีคนหนึ่งที่โหยหาเตียงนอนนุ่ม ๆ อาจเป็นเพราะไม่ค่อยได้นอนเต็มที่ และที่สำคัญไม่ได้อ่านหนังสือโปรดมานานนม จนสมองไม่ได้ใช้ในการบำบัดความรู้สึกออกมาเป็นตัวหนังสือ ว่าแล้วเลยแบกกระเป๋าเป้คู่ใจตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัย ระดมหนังสือที่เพิ่งซื้อใหม่ แต่ยังอ่านไม่ไปถึงไหน บางเล่มไม่คุ้มค่ากับการที่เสียเงินหลายบาทมาวางไว้ในห้อง มากกว่าการหยิบจับมานั่งอ่านแบบหามรุ่งหามค่ำเหมือนวันวาน วันนี้ทีตั้งใจแล้วว่า "ต้องอ่านจบให้ได้สักเล่ม หรือครึ่งเล่มก็ยังดี" ฆ่าเวลาในช่วงพักเที่ยง หนังสือบำรุงสมองที่กระตุกให้ต่อมการเรียนรู้ ความอยากรู้เกิดขึ้น หลังจากที่ถูกปกปิดจากข่าวสารทางด้านการเมืองจนทำเอาต่อมความเครียดขนาดหนักทำลายสมองกันเลยทีเดียว "WrodPress สร้างบล็อกอัจฉริยะ ก้าวก่อนใครในโลกออนไลน์" ของ อนุชา ลีวรกุล หนังสือเกี่ยวกับเทคนิคสร้างบล็อกและเว็บไซน์อย่างมืออาชีพ (หนังสือเค้าว่าอย่างนั้น) เนื้อหาส่วนใหญ่เป็นวิธีการแนะนำมือสมัครเล่นที่ไม่รู้ภาษี ภาษาในเรื่องระบบคอมพิวเตอร์อย่างเทพเหมือนที่ทำงานที (ภาษาเทพที่บางทีฟังแล้วยัง งง ว่ามันคืออะไร) หนังสือเล่มนี้จะบอกวิธีหลากหลายทั้งในการทำบล็อกและเว็บไซน์เป็นของตัวเอง พูดถึงทำเว็บของตัวเอง ทีเลยเกิดความคึกคะนอง หรือที่เรียกว่า "อุดมการณ์ทางชีวิตที่อุทิศเพื่อตัวอักษร" เกิดขึ้นในบัดดล หลังจากหมดกำลังใจที่จะเขียนหลากเรื่องราวที่พบเจอให้ใครหลาย ๆ คนได้รับรู้ กลายเป็นความรู้สึกที่เค้าเรียกว่า "จุดหมายที่ห่างหายไปนาน" มันกลับมาอีกครั้ง นั่นสิ ทีวางเป้าหมายในชีวิตตัวเองไว้ข้าง ๆ หรือแอบไว้บนหลังตู้เสื้อผ้ามาเสียนาน จนหลงลืมความเป็นตัวตนของทีเอง แลกให้กับการทำงานมากจนเกินไป แต่ไม่ใช่ว่าทำงานแล้วเราไม่ได้เรียนรู้นะ ซึ่งทีกลับทำงานอย่างบ้าระห่ำก็ว่าได้ในช่วงปีกว่า ๆ ที่ได้งานอย่างชนิดจรวด (จบปุ๊ปได้งานปั๊ป) การปรับตัวจนละเลยถึงสิ่งที่ชอบมานาน สุดท้ายน้อยมากที่จะมีงานเขียนของทีออกสู่สายตาผู้คน อาจเป็นเพราะเจ้าตัวความขี้เกียจของทีเอง หรือเวลาที่เป็นตัวจำกัดทำให้ต้องมองถึงเรื่องความมั่นคง แต่ลืมมองสิ่งที่รัก ซึ่งเอาเข้าจริงสามารถทำทั้ง 2 อย่างได้ในเวลาเดียวกัน จริง ๆ นะ ถ้าเราแบ่งเวลาเป็น วันนี้ทีเลยอารมณ์ดี แม้จะนั่งทำงาน แต่ทีก็ยังบริหารเวลา หยิบหนังสือที่จุดประกายให้ความรู้สึกนึกคิดกลับมาอีกครั้ง และหวังว่าทีจะทำบล็อคและเว็บไซต์ที่เป็นของทีเองสำเร็จ เมื่อวันนั้นมาถึงผู้คนที่แวะเวียนคงได้อ่านเรื่องราวของใครคนนี้ "บางทีเราอาจจะเงยหน้ามากไป มองไปไกล จนหลงลืมสิ่งที่ใกล้ตัวที่สุด ที่ปล่อยปะละเลยจนฝุ่นจับ" ป.ล. และที่สำคัญทีกลับมาที่แห่งนี้แล้วครับ หลังจาก่อนหน้านี้บอกว่าจะไม่กลับมา เพราะเจ้าของตายแล้ว (ซึ่งจริง ๆก็ตายทั้งเป็นเลยก็ว่าได้) แต่อย่างน้อยก็มีบางสิ่งจุดประกายให้ทีกลับมา และหาตัวตนเจอ ขอบคุณกำลังใจดี ๆ จากคนเคียงข้างที่พร้อมดูวันที่ทีลุกขึ้นยืนอีกครั้ง August 05 เมื่อ "พันธุ์หมาบ้า" มาเยือน
"ครั้งแล้วครั้งเล่าที่เขาทดลองใช้ความเป็น "เพื่อน" กับคนที่คิดว่าจะเป็นเพื่อนได้ แต่ก็ล้มเหลวทุกครั้ง เพราะสิ่งที่เขายื่นให้นั้น มักจะถูกเปลี่ยนแปลงเป็นอาวุธ ยามเมื่อเขาเผลอหันหลังให้ เขาก็ถูกแทงเช่นเดียวกับครั้งนี้ ผิดแต่ว่าเขาไม่รู้ว่าใครเป็นมือมีด เท่านั้นเอง" ทีชอบประโยค เหล่านี้จัง แต่ที่มาที่ไปคงเพราะก่อนหน้านี้ ทีง่วนกับการทำงานประจำที่ต้องนั่งหน้าจอคอมพิวเตอร์ตลอดเวลา จนสุดท้ายมาตกผลึกเมื่อจับหนังสือเล่มหนึ่งที่คุ้นเคยมานาน จากเมื่อ 2-3 ปีก่อนได้มั้ง "พันธุ์หมาบ้า" หนังสือเล่มหนาที่บ่งบอกถึงเรื่องราวของผองเพื่อน ความสนุก เศร้า เสียใจ เฮฮาปาร์ตี้ มีอยู่ในหนังสือเล่มนี้จนครบรสเลยทีเดียว หากย้อนกลับไปเมื่อครั้งได้หนังสือเล่มนี้มาใหม่ ๆ ทำเอาทีติดจนไม่ได้หลับได้นอนแบบเต็มอิ่มเลยก็ว่าได้ เพราะทำติดงอมแงมอย่างกับติดสารเสพติด หรือติดกับข้าวจานโปรดที่แม่ผู้เป็นที่รักทำให้ทานทุกวัน อร่อยจนบอกไม่ถูก ทานกี่ครั้งต่อกี่ครั้งก็ไม่เคยรู้สึกเบื่อ หนังสือก็เช่นกัน ต่อให้วันเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ อ่านจบไปสักกี่ร้อยกี่พันครั้ง แต่ก็ยังทำให้เรารู้สึกคุ้นเคย และรู้สึกถึงความหอมหวานของมันได้อย่างน่าประหลาดใจ จนวันนี้ทีได้อ่านอีกครั้ง ผองเพื่อน ประสบการณ์ที่ทำให้เด็กอย่าง "อ๊อตโต้" เติบโตและเรียนรู้ชีวิต แม้จะเคยผิดพลาด แต่ "เพื่อน" กลับทำให้เขาลุกขึ้นสู้อีกครั้ง นั่นสินะ คนที่พลาดยังลุกขึ้นสู้ แล้วถ้าวันนี้ทีล้มคงต้องลุกให้ไว เพื่อทำในสิ่งที่อยากจะทำให้มากที่สุด ดีกว่านั่งร้องโอดครวญโดยที่ไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย หรือแม้กระทั่ง "ทัย" ลูกคนจีน แม้ผู้เป็นพ่ออยากให้ทำในสิ่งที่วางแผน เพื่ออนาคตของลูกไว้ จนสุดท้ายทัยหนีออกจากบ้าน เพื่อทำในสิ่งที่เขาต้องการ แต่ความต้องการมันคือสิ่งที่เขาได้จากพ่อมาตลอด เขาทำในสิ่งที่ไม่ชอบ เพียงเพราะนั่นคือหนทางที่ทำให้เขายืนได้ตัวเอง แต่สุดท้ายความเป็นครอบครัวก็ทำให้ทัยเลือกที่จะกลับมาโดยไม่มีทิฐิแห่งความอยากเอาชนะ ทีก็คงคิดเช่นเดียวกับ "อ๊อตโต้" และ "ทัย" และผองเพื่อนทั้งหลายในหนังสือเล่มนี้ที่ทำให้ได้รู้ว่า "เพื่อน" ไม่ใช่แค่ลมหายใจ แต่คือกำลังใจที่ไม่แห้งหาย ต่อให้ตายจากกัน "พันธุ์หมาบ้า" โดย "ชาติ กอบจิตติ" นักเขียนรุ่นเก๋าที่ทำเอาทีชื่นชอบจนต้องนำชื่อเรื่องของแต่ละเรื่องมาตั้งเป็นหัวข้อในบ้านหลังนี้ ทำให้ทีอ่านแล้วอ่านอีก และแม้ว่าจะเป็นหนังสือเล่มที่เท่าไหร่ของคุณชาติก็ไม่รู้ แต่ทว่าทุกวันนี้ทีได้อะไรมากกว่าการอ่าน การให้ความเป็นเพื่อนกับใครสักคน แม้เราจะไม่รู้เลยว่า ครั้งหนึ่งเมื่อเราหันหลัง แล้วเรากลับถูกแทงนั้นเป็นมือของใคร แต่อย่างน้อยชีวิตหนึ่งที่จะได้เจอเพื่อนดี ๆ มันอาจจะมีน้อย แม้จะถูกแทงกี่ครั้ง ทีก็พร้อมยอม ถ้าแลกกับการได้เพื่อนดี ๆ สักคน...แม่งเอ้ย (ฮ่าๆ) "พันธุ์หมาบ้า" ที่ไม่ได้บ้าในแบบขาดสติ แต่มันมักจะแฝงความบ้าที่ทำให้กล้าที่จะลุกขึ้นสู้
|
|
|