TeaC65's profileพื้นที่เล็ก ๆ ของขี้เหงา...PhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
March 06 หนังสือเปลี่ยนคน"หากคุณทำสิ่งที่คุณเคยทำอยู่อย่างสม่ำเสมอ คุณก็จะต้องได้รับสิ่งที่คุณเคยได้รับเสมอ... " โดย Grant R. Philips
ประโยคที่อ่านแล้วทำเอาทีรู้สึกว่า หากเราทำอะไรได้อย่างสม่ำเสมอสิ่งนั้นก็จะเกิดผลต่อเรา เหมือนดั่งตอนนี้ ทีเริ่มที่จะทำความคุ้นเคย และความเคยชินกับสิ่งที่เรียกว่า "งานเขียน"
ฟิลิปส์ นักเขียนวรรณกรรมเยาวชนและเจ้าของนามปากกาอื่นในการเขียนเรื่องแนวสยองขวัญ เขาเคยเกลียดการอ่านหนังสือเป็นอย่างยิ่ง ไม่แม้จะแตะหนังสือ และหาวิธีการหลีกเลี่ยงการอ่านหนังสือ
เหตุที่ทำให้ฟิลิปส์รู้สึกเจ็บปวด เพราะไม่สามารถอ่านเพื่อทำความเข้าใจได้ ไม่ได้เกิดจากเหตุผลที่เขาไม่ชอบ หรือเกิดจากต่อมความรู้สึกลึก ๆ ของเขา
แต่นี่คือ การอ่านที่ต้องอาศัยความเข้าใจ คนบางคนซื้อหนังสือมา แต่กลับอ่านเพียงผ่าน ๆ ไม่ได้ประโยชน์อะไรสักอย่าง ต่างจากบางคน เพียงแค่หนังสือเล่มเล็ก ๆ แต่กลับสร้างรอยยิ้ม
ความรู้ให้กับเขาเหล่านั้นได้อย่างน่าแปลกใจ แม้จะเป็นหนังสือเก่าที่เลอะเทอะไปด้วยคราบดิน หรือแม้กระทั่งรอยฉีกขาดที่ซ่อมแล้วซ่อมอีก เพื่อให้คงสภาพให้ยาวนาน เพื่อใครคนอื่นอีกต่อไป
หนังสือคือ บ่อเกิดความรู้ ทีเชื่อแบบนั้น เพราะทีก็เป็นอีกคนหนึ่งที่รับรู้เรื่องราวผ่านตัวอักษรมากกว่า เที่ยวไปไหนต่อไหนแบบใครหลาย ๆ คนได้ทำ และทีเชื่อว่า "หนังสือสามารถเปลี่ยนความคิด หรือมุมมองของคนได้"
เหมือน ฟิลิปส์ เขาเป็นคนเกลียดการอ่านหนังสือมาก การเปลี่ยนแปลงในชีวิตของเขาจึงเกิดขึ้น เมื่อเขาเรียนอยู่เกรด 7 ครูสอนภาษาอังกฤษได้กำหนดให้ในปีนั้นนักเรียนทุกคนต้องอ่านหนังสือของ S.E. Hinton 4 เล่ม (ได้แก่ The Outsiders, Rumble Fish, Tex และThat Was Then This Is Now)
โดยเฉพาะเรื่อง The Outsiders ทำให้เด็กชายทึ่งตะลึงงันกับโลกใบใหม่ที่เขาเพิ่งค้นพบผ่านทางตัวอักษร ในหนังสือ ตั้งแต่หน้าแรกจนถึงหน้าสุดท้าย และทำให้เขาเปลี่ยนแปลง จากเด็กไม่ชอบอ่านหนังสือ แต่กลับกลายเป็นว่า เขากำลังซื้อหนังสือในร้านและตะลุยอ่านอย่างน้อยเดือนละเล่ม
ตอนอายุ 13 ขวบ เขาบอกกับตัวเองว่า "อยากเป็นนักเขียน" เมื่ออายุ 14 เขาเริ่มแต่งเรื่องสั้นและตั้งเป้าหมายไว้ว่าจะต้องได้เซ็นสัญญาซื้อขายนวนิยายเรื่องแรกตอนอายุ 30
ฟิลลิปส์จำได้ไม่ลืมว่าเดือนกรกฎาคมปี 1999 เขาได้เซ็นสัญญาขายนวนิยายเล่มแรก หนังสือวางแผงเดือนกุมภาพันธ์ปี 2000 และเขาก็อายุครบ 30 ในเดือนมิถุนายนปีนั้นนั่นเอง!
ปัจจุบันแม้เขาไม่ได้เป็นนักเขียนเต็มตัวเพราะทำอาชีพหลักคือผู้ช่วยทนายความ แต่เขาก็เป็นนักเขียนวรรณกรรมอีกหลายแนวในนามปากกาต่างๆ กันด้วย
เวลาที่ใช้ในการเขียนคือทุกวันเสาร์-อาทิตย์ เขาจะตื่นแต่เช้ามืดประมาณตี 3 และเขียนจนถึง 9 โมงเช้า เขาบอกว่านี่แหละคือการเขียนเพราะความรักอย่างแท้จริง และถ้าหากมันขายได้ก็ถือว่าเป็นสิ่งที่เยี่ยมขึ้นไปอีก
น่าแปลก ฟิลิปส์ เริ่มต้นตั้งแต่วัยเยาว์ในการเป็นนักคิด และนักเขียน ซึ่งต่างจากที เพราะตอนนี้ที อายุ 25 ปี วัยที่มุ่งมั่นกับการทำงาน จนบางครั้งความเป็นตัวยตนของทีเริ่มเลือนหาย
อาจจะจริง ทีอยากเป็น "นักเขียน" เรื่องราวที่เกิดขึ้นในชีวิตไม่เคยถูกร่ายได้ยาวมากมาย เหมือนกับไดอารี่เล่มโปรด เหตุเพราะความขี้เกียจ และการไม่สม่ำเสมอ (แก้ตัวน้ำขุ่น ๆ ฮ่า ๆ)
แต่อย่างน้อยตอนนี้ทีก็ใช้เวลาที่มี และเหลืออยู่แบ่งปันมาเขียนเรื่องราวให้ใครหลายคนได้ติดตาม อาจจะเป็นแค่มือสมัครเล่น แต่ทีเชื่อว่า วันหนึ่งทีอาจเป็นนักเขียนของใครอีกหลาย ๆ คนก็ได้ที่ชื่นชอบเรื่องราวที่ทีเขียนขึ้นมา (แม้ว่าบางทีจะเป็นเรื่องของทีเอง ทีบ่นไปวัน ๆ )
วันนี้ทีได้อ่านเรื่องของ ฟิลิปส์ ความแตกต่างที่ดูเป็นคนล่ะคน แต่ความเหมือนคือ การสร้างความเคยชินที่จะทำบางสิ่งให้เกิดผล และเมื่อเกิดผลมันก็จะทำให้เรายิ้ม และมีความสุข
สิ่งสำคัญ "หนังสือ" ที่ได้อ่าน และสัมผัสมันเปลี่ยนแปลงมุมมองของทีไปตามวิถีที่ควรจะเป็น อย่างน้อยก็ทำให้ทีรับรู้ว่า บางมุมมองมันเปลี่ยนกันได้ ถ้าเราใจกว้าง และเปิดใจทำเข้าใจ
"เรื่องธรรมดา ๆ ที่อาจจะมองข้าม แต่ความธรรมดานี่บางทีเราอาจถูกการปฏิเสธไปตลอดก็ได้..."
TrackbacksThe trackback URL for this entry is: http://tantikowit.spaces.live.com/blog/cns!66495A5B481E6B67!1128.trak Weblogs that reference this entry
|
|
|