TeaC65's profileพื้นที่เล็ก ๆ ของขี้เหงา...PhotosBlogListsMore Tools Help

พื้นที่เล็ก ๆ ของขี้เหงา...'s space ("o")

ยิ้มเยอะ ๆ หัวเราะเยอะ ๆ กับโลกใบเล็กใบนี้

TeaC65 tantikowit

Location
พื้นที่เล็ก ๆ ที่มีไว้แบ่งปัน

Horoscopes

Loading...
Thanks for visiting!
Please wait...
Sorry, the comment you entered is too long. Please shorten it.
You didn't enter anything. Please try again.
Sorry, we can't add your comment right now. Please try again later.
To add a comment, you need permission from your parent. Ask for permission
Your parent has turned off comments.
Sorry, we can't delete your comment right now. Please try again later.
You've exceeded the maximum number of comments that can be left in one day. Please try again in 24 hours.
Your account has had the ability to leave comments disabled because our systems indicate that you may be spamming other users. If you believe that your account has been disabled in error please contact Windows Live support.
Complete the security check below to finish leaving your comment.
The characters you type in the security check must match the characters in the picture or audio.

Quote of the Day

Loading...

Feed

The owner hasn't specified a feed for this module yet.
March 18

รงค์ วงษ์สวรรค์ ตัวตาย จิตวิญญาณคงอยู่

  

 

"คนเราสูงเท่ากันเสมอบนเตียงนอนและในหลุมศพ"

                                                                                              -รงค์ วงษ์สวรรค์-

 


หากใครต่อหลายคนที่เคยได้อ่านบทความ บทกวี ผ่านหนังสือพิมพ์มติชนสุดสัปดาห์ คงไม่มีใครไม่รู้จัก "รงค์ วงษ์สวรรค์" นักเขียนรุ่นเก๋า


ทีมีโอกาสได้อ่านงานเขียนของเขามาบ้าง เมื่อสมัยตอนยังเรียนมหาวิทยาลัย เหตุเพราะเรียนสายข่าว การอ่านหนังสือจึงเป็นสิ่งสำคัญในการเพิ่มพูลของคำ วลี และความรู้ต่าง ๆ


รงค์ วงษ์สวรรค์ ชื่อเดิมคือ นายณรงค์ วงษ์สวรรค์ เกิดเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2475 ที่ตำบลคลองมะขามเฒ่า จังหวัดชัยนาท บิดารับราชการเป็นวิศวกร กรมชลประทาน แม่เป็นชาวสวน ชีวิตวัยเด็กอยู่กับยายที่โพธาราม จังหวัดราชบุรี เพราะพ่อต้องออกไปทำงานตามป่าเขา

 

เขาเติบโตมาในฐานะยากจน และความจนทำให้เขาต้องช่วยแม่ทำมาหากินตั้งแต่เรียนชั้นประถมศึกษา ที่โรงเรียนโพธารามวัฒนาเสนี อำเภอโพธาราม ราชบุรี ด้วยการนำทอฟฟี่ที่แม่ทำไปขายที่โรงเรียน ซึ่งแม้จะมาเข้าเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นที่โรงเรียนอำนวยศิลป์ แต่เมื่อถึงเวลาปิดเทอมเขาก็จะต้องกลับไปช่วยแม่หาบแตงโมอยู่เป็นประจำ ผิดจากเด็กยุคปัจจุบันที่ยังสรรหาความรื่นรมย์ในวัตถุ จนหลงลืมความสุขของคนรอบข้าง


รงค์ ลูกผู้ชาย นักคิด นักเขียน เขาสนใจงานวรรณกรรมมาตั้งแต่เด็ก เพราะต้องอ่านวรรณคดีและหนังสือประเภทอื่นๆ ให้บิดาและยายฟังเสมอๆ ครั้นออกจากอำนวยศิลป์มาเข้าเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา รงค์ จึงได้มีโอกาสนำเอาประสบการณ์ชีวิตต่างๆ เขียนเป็นเรื่องสั้นลงในจุลสารของโรงเรียนและบางส่วนก็ส่งไปยังหนังสือพิมพ์ต่างๆ

 

สำหรับทีนี่คือ ความเพียรในการแสวงหาความรู้ โดยกิจวัตรประจำวันที่ทำเป็นประจำ จนเป็นบ่อเกิด และการสะสมนิสัยให้รักใคร่ในการอ่าน และการเขียนของ รงค์ ได้ดีอย่างทีเดียว

 

มีใครหลายต่อหลายคนบอกกับทีว่า "หากเราไม่เพียรพยามเรื่องใดแล้ว เราก็จะหมดคุณค่าที่จะดำรงอยู่ต่อไป" เพราะมนุษย์เกิดมาแล้ว ต้องสร้างคุณค่าให้กับชีวิต และต่อยอดให้ผลนั้นสู่มวลชน

 

และนี่คือปฐมบทเริ่นการเป็นนักเขียนของ "รงค์ วงษ์สวรรค์" ต่อจากนั้นเขาก็ได้รู้จักกับ ม..ต้อย ชุมสาย ศิลปินทางการถ่ายภาพนู้ดของไทย และเขาได้รับการฝึกฝนการถ่ายภาพ และเข้าสู่แวดวงหนังสือพิมพ์ จนได้เข้าทำงานที่หนังสือพิมพ์สยามรัฐ พ..2497 ต่อมาเริ่มถ่ายภาพที่ชวนสนใจทั้งภาพและการเขียนคำบรรยาย จากนั้นเริ่มเขียนคอลัมน์ รำพึง-รำพัน” ด้วยนามปากกา ลำพู” ในสยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์ ซึ่งได้รับความนิยมจากผู้อ่านเป็นจำนวนมากด้วยลีลา และสำนวนภาษาที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวแปลกแหวกแนวไปจากคนอื่นๆ

 

จากนั้นไม่นานทุกคนได้รู้จักนักเขียนที่ชื่อ "รงค์ วงษ์สวรรค์" เขาเขียนเรื่องราวที่ชวนให้อ่าน ทั้งประโยค คำพูด ล้วนแล้วแต่หาตัวจับอยาก จึงไม่แปลกอะไรที่คนส่วนใหญ่จะนิยมชมชอบงานเขียนของ รงค์

 

ทีก็เป็นคนหนึ่งที่ชื่นชมในงานเขียน แม้อายุ 25 ปี ทีได้อ่านงานเขียนของเขาไม่มาก แต่ทีคิดว่า งานที่หมั่นฝึกฝน หมั่นอ่าน และประสบการณ์ที่พบเจอ จะสร้างงานเขียนใหม่ ๆ เป็นสิ่งที่มีคุณค่าอย่างยิ่ง

และหากสามารถเสริมสร้าง "แรงบันดาลใจ" และ "กำลังใจ" ให้กับผู้อ่าน ย่อมเป็นสิ่งที่ดีมิใช่น้อย เพราะ “มุมมอง” มักจะต่อยอดจากมุมที่คิดให้ยาวไกลกว่าการนั่งอุดอู้อยู่ในโลกส่วนตัว โดยไม่ได้รับรุ้เรื่องราวภายนอก

 

แม้วันนี้ “รงค์ วงษ์สวรรค์” จะจากไปด้วยวัย 77 ปี แต่ความเป็นตัวตน หรือจิตวิญญาณของเขายังดำรงอยู่บนโลกใบนี้ เพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้คนรุ่นหลังอย่างทีได้จดจำ และยึดถือวิถีชีวิตอย่างพองาม และพอเพียง

 

อีกทั้ง “โอกาส” ในชีวิตของเขาก็กลายเป็นอีกหนึ่งมุมมองที่อาจทำให้ใครหลายคนได้คิดว่า “หากเราสร้างโอกาส แต่ไมได้รับการหยิบยื่นจากคนอื่นขอให้ภูมิใจไว้ว่า คนเรายังได้พยายามที่จะสร้างสิ่งที่ต้องการขึ้นมา ซึ่งต่างจากบางคนที่ไม่สร้างโอกาส เพียงรอโอกาสจากคนอื่น แบบนี้คงเป็นหลักลอย และหาจุดยืนในตัวตนไม่ได้”

 

เมื่อเป็นเช่นนี้ ทีคงต้องฝึกฝน และหา “แรงบันดาลใจ” ในแต่ล่ะวัน เพื่อจุดประกายในความคิดให้ตกผลึก ไม่ใช่เพื่อทีเพียงคนเดียว แต่ยังเพื่อคนที่แวะเวียน และชื่นชมงานเขียนของทีอีกด้วย

 

รงค์ วงษ์สวรรค์ นักเขียนผู้ล่วงลับ แต่ไม่ไร้ซึ่งความหมาย”

ใจเรา ตัวเรา ความคิดเรา แม้ว่าตัวตาย แต่จิตวิญญาณจะดำรงอยู่ หากถือมั่นในสิ่งดีงาม”

หมายเหตุ : "พญาอินทรี" ขอให้สุคติ

ข้อมูลบางส่วน : เว็บผู้จัดการ


March 06

หนังสือเปลี่ยนคน

 

"หากคุณทำสิ่งที่คุณเคยทำอยู่อย่างสม่ำเสมอ คุณก็จะต้องได้รับสิ่งที่คุณเคยได้รับเสมอ... " โดย Grant R. Philips
 
ประโยคที่อ่านแล้วทำเอาทีรู้สึกว่า หากเราทำอะไรได้อย่างสม่ำเสมอสิ่งนั้นก็จะเกิดผลต่อเรา เหมือนดั่งตอนนี้ ทีเริ่มที่จะทำความคุ้นเคย และความเคยชินกับสิ่งที่เรียกว่า "งานเขียน"
 
ฟิลิปส์ นักเขียนวรรณกรรมเยาวชนและเจ้าของนามปากกาอื่นในการเขียนเรื่องแนวสยองขวัญ เขาเคยเกลียดการอ่านหนังสือเป็นอย่างยิ่ง ไม่แม้จะแตะหนังสือ และหาวิธีการหลีกเลี่ยงการอ่านหนังสือ
 
เหตุที่ทำให้ฟิลิปส์รู้สึกเจ็บปวด เพราะไม่สามารถอ่านเพื่อทำความเข้าใจได้ ไม่ได้เกิดจากเหตุผลที่เขาไม่ชอบ หรือเกิดจากต่อมความรู้สึกลึก ๆ ของเขา
 
แต่นี่คือ การอ่านที่ต้องอาศัยความเข้าใจ คนบางคนซื้อหนังสือมา แต่กลับอ่านเพียงผ่าน ๆ ไม่ได้ประโยชน์อะไรสักอย่าง ต่างจากบางคน เพียงแค่หนังสือเล่มเล็ก ๆ แต่กลับสร้างรอยยิ้ม
 
ความรู้ให้กับเขาเหล่านั้นได้อย่างน่าแปลกใจ แม้จะเป็นหนังสือเก่าที่เลอะเทอะไปด้วยคราบดิน หรือแม้กระทั่งรอยฉีกขาดที่ซ่อมแล้วซ่อมอีก เพื่อให้คงสภาพให้ยาวนาน เพื่อใครคนอื่นอีกต่อไป
 
หนังสือคือ บ่อเกิดความรู้ ทีเชื่อแบบนั้น เพราะทีก็เป็นอีกคนหนึ่งที่รับรู้เรื่องราวผ่านตัวอักษรมากกว่า เที่ยวไปไหนต่อไหนแบบใครหลาย ๆ คนได้ทำ และทีเชื่อว่า "หนังสือสามารถเปลี่ยนความคิด หรือมุมมองของคนได้"
 
เหมือน ฟิลิปส์ เขาเป็นคนเกลียดการอ่านหนังสือมาก การเปลี่ยนแปลงในชีวิตของเขาจึงเกิดขึ้น เมื่อเขาเรียนอยู่เกรด 7 ครูสอนภาษาอังกฤษได้กำหนดให้ในปีนั้นนักเรียนทุกคนต้องอ่านหนังสือของ S.E. Hinton 4 เล่ม (ได้แก่ The Outsiders, Rumble Fish, Tex และThat Was Then This Is Now)
 
โดยเฉพาะเรื่อง The Outsiders ทำให้เด็กชายทึ่งตะลึงงันกับโลกใบใหม่ที่เขาเพิ่งค้นพบผ่านทางตัวอักษร ในหนังสือ ตั้งแต่หน้าแรกจนถึงหน้าสุดท้าย และทำให้เขาเปลี่ยนแปลง จากเด็กไม่ชอบอ่านหนังสือ แต่กลับกลายเป็นว่า  เขากำลังซื้อหนังสือในร้านและตะลุยอ่านอย่างน้อยเดือนละเล่ม
 
ตอนอายุ 13 ขวบ เขาบอกกับตัวเองว่า "อยากเป็นนักเขียน" เมื่ออายุ 14 เขาเริ่มแต่งเรื่องสั้นและตั้งเป้าหมายไว้ว่าจะต้องได้เซ็นสัญญาซื้อขายนวนิยายเรื่องแรกตอนอายุ 30
ฟิลลิปส์จำได้ไม่ลืมว่าเดือนกรกฎาคมปี 1999 เขาได้เซ็นสัญญาขายนวนิยายเล่มแรก หนังสือวางแผงเดือนกุมภาพันธ์ปี 2000 และเขาก็อายุครบ 30 ในเดือนมิถุนายนปีนั้นนั่นเอง!
ปัจจุบันแม้เขาไม่ได้เป็นนักเขียนเต็มตัวเพราะทำอาชีพหลักคือผู้ช่วยทนายความ แต่เขาก็เป็นนักเขียนวรรณกรรมอีกหลายแนวในนามปากกาต่างๆ กันด้วย
 
เวลาที่ใช้ในการเขียนคือทุกวันเสาร์-อาทิตย์ เขาจะตื่นแต่เช้ามืดประมาณตี 3 และเขียนจนถึง 9 โมงเช้า เขาบอกว่านี่แหละคือการเขียนเพราะความรักอย่างแท้จริง และถ้าหากมันขายได้ก็ถือว่าเป็นสิ่งที่เยี่ยมขึ้นไปอีก
 
น่าแปลก ฟิลิปส์ เริ่มต้นตั้งแต่วัยเยาว์ในการเป็นนักคิด และนักเขียน ซึ่งต่างจากที เพราะตอนนี้ที อายุ 25 ปี วัยที่มุ่งมั่นกับการทำงาน จนบางครั้งความเป็นตัวยตนของทีเริ่มเลือนหาย
 
อาจจะจริง ทีอยากเป็น "นักเขียน" เรื่องราวที่เกิดขึ้นในชีวิตไม่เคยถูกร่ายได้ยาวมากมาย เหมือนกับไดอารี่เล่มโปรด เหตุเพราะความขี้เกียจ และการไม่สม่ำเสมอ (แก้ตัวน้ำขุ่น ๆ ฮ่า ๆ)
แต่อย่างน้อยตอนนี้ทีก็ใช้เวลาที่มี และเหลืออยู่แบ่งปันมาเขียนเรื่องราวให้ใครหลายคนได้ติดตาม อาจจะเป็นแค่มือสมัครเล่น แต่ทีเชื่อว่า วันหนึ่งทีอาจเป็นนักเขียนของใครอีกหลาย ๆ คนก็ได้ที่ชื่นชอบเรื่องราวที่ทีเขียนขึ้นมา (แม้ว่าบางทีจะเป็นเรื่องของทีเอง ทีบ่นไปวัน ๆ )
 
วันนี้ทีได้อ่านเรื่องของ ฟิลิปส์ ความแตกต่างที่ดูเป็นคนล่ะคน แต่ความเหมือนคือ การสร้างความเคยชินที่จะทำบางสิ่งให้เกิดผล และเมื่อเกิดผลมันก็จะทำให้เรายิ้ม และมีความสุข
 
สิ่งสำคัญ "หนังสือ" ที่ได้อ่าน และสัมผัสมันเปลี่ยนแปลงมุมมองของทีไปตามวิถีที่ควรจะเป็น อย่างน้อยก็ทำให้ทีรับรู้ว่า บางมุมมองมันเปลี่ยนกันได้ ถ้าเราใจกว้าง และเปิดใจทำเข้าใจ
 
"เรื่องธรรมดา ๆ ที่อาจจะมองข้าม แต่ความธรรมดานี่บางทีเราอาจถูกการปฏิเสธไปตลอดก็ได้..."
 
February 24

วันเกิดของที

 
 
หลายวันก่อนหน้านี้ไม่ได้เข้ามาเขียนเรื่องราวเอาซะเลย วันนี้ทีว่างจัดเลยรีบเข้ามาอัพ Blog ย้อนไป 3 วันก่อน วันที่ 20 กุมภาพันธ์ วันเกิดครบรอบอายุ 25 ปีเต็ม ดูแล้วก็เริ่มแก่ขึ้นเรื่อย ๆ เพราะก่อนหน้านี้อยากให้ตัวเองอายุสัก 18-19 ไม่ค่อยอยากให้อายุขึ้นเท่าที่ควร เหตุเพราะอยากทำอะไรแบบเด็ก ๆ เหมือนเมื่อครั้งวันวาน
 
แต่ก็นะใครจะให้นับถอยหลังลง คนเรามันต้องมีแต่ก้าวขึ้น ๆ ตามวัย และช่วงอายุของมันเอง ปีนี่วันเกิดทีไม่ได้จัดอะไรเป็นเพิเศษ ทุกอย่างดูธรรมดา แม่ทีโทรมาหาแต่เช้า โทรมาบอกว่า "สุขสันต์วันเกิดนะลูกหมา" แม้จะเป็นคำสั้น ๆ แต่ทำให้ทีอบอุ่นทุกครั้งที่แม่โทรมา และทีบอกแม่ว่า "ทีรักแม่ และจะเป็นเด็กดี" ประโยคที่บอกทุกครั้งที่เป็นช่วงวันเกิด ทียังแปลกใจตัวเองเลยว่า ทำไมไม่คิดจะเปลี่ยนคำพูดมั้งนะ
 
พอมาถึงที่ทำงานเหล่าบรรดาพี่ ๆ ต่างต้อนรับ และจัดเลี้ยงกันแบบง่าย ๆ ซึ่งมีขึ้นทุกปี และทุกคน แต่สำหรับทีแม้จะเล็ก ๆ ทีว่ามันมีความสุขในแบบฉบับของมันนะ คำอวยพรมากค่าจากรุ่นพี่ร่วมงาน ดูมีคุณค่าทางความรู้สึกที่ทำให้ที่ดีใจทุกครั้งเมื่อถึงวันเกิดในแต่ล่ะปี
 
ทีอยู่ที่บ้านหลังนี้ได้เกือบจะ 2 ปีแล้วล่ะ ทุกอย่างมีอะไรเปลี่ยนแปลงเสมอ หน้าที่ที่ทีรับผิดชอบ แม้จะไม่ได้ชอบอะไรมากมาย เพราะด้วยไม่ได้ตรงกับสิ่งที่ทีอยากจะเป็นสักเท่าไหร่ แต่ทีกลับรู้สึกว่า "สิ่งที่ทีได้เรียนรู้มันคุ้มค่ากับชีวิตทีจริง ๆ"
 
อย่างน้อยทีได้เรียนรู้งาน และได้เรียนรู้คนต่างลักษณะนิสัยแต่ละแบบ แล้วนำมาวิเคราะห์ว่าคนไหนพอที่จะเป็นเพื่อนร่วมงานที่ดีได้ ส่วนคนไหนเป็นไม่ได้คงต้องหาวิธีที่จะอยู่ให้ได้อย่างราบรื่น ทีคิดแบบนี้ วันเกิดปีนี้จึงเป็นวันที่ทีรู้สึกเติบโตมากขึ้น รู้จักอะไรเยอะขึ้น ชั่วโมงบินก็โตมานิดหน่อย และทีสำคัญทีโตพอที่จะเริ่มรับผิดชอบกับชีวิตของตัวเองได้บ้าง อาจจะไม่หมดทุกเรื่องก็เถอะ
 
ทีมีความสุข รู้สึกดีทุกครั้ง แถม "คนพิเศษ" ที่อยู่เคียงข้างมาตลอดระยะเวลาเกือบ 2 ปี รอยยิ้มที่หาได้ทุกเมื่อวันนี้อาจจะไม่พิเศษ ไม่มีเค้กก้อนโต ปักเทียนมาเป่า แต่ทีก็มีความสุขมากแล้วล่ะ สุขที่ได้มีวันดี ๆ แบบนี้ทุก ๆวัน คำอวยพรสารพัดขอบคุณมากมาย ทีอยากยิ้มแบบนี้ไปเรื่อย ๆ
 
แม้ว่าทีจะอายุครบ 25 ปี ทุกสิ่งทุกอย่างข้างกายจะแปรเปลี่ยนตามกาลเวลา ส่วนทีก็มีเปลี่ยนแปลงตามแบบฉบับที่ควรจะเป็น หากแต่ทีก็ยังเป็นคนเดิม ๆ ที่ใครหลายต่อหลายคนที่เคยผ่านพบ หรือแวะมาทักทายคงได้สัมผัสในตัวทีไม่มากก็น้อย แม้ว่าจังหวะบางชีวิต สั้นบ้าง ยาวบ้าง อย่างน้อยความเป็นตัวทีที่แสดงออกคงทำให้ใครหลายคนได้ซึมซับมันบ้าง เพราะถ้าหากทีมีค่าพอให้จดจำ
 
วันนี้ทีอายุครบ 25 ปีแล้ว โตขึ้นแล้ว และจะยังมีลมหายใจเพื่อทำวันต่อ ๆ ไป ให้ชีวิตได้ก้าวต่ออย่างมั่นคง
 
 
 
February 18

บันไดชีวิต

 
 
 
 
ฤดูรับปริญญามาเยือน ใครหลายต่อหลายคนคงง่วนอยู่กับการหาซื้อของขวัญที่บ่งบอกถึงความรู้สึกยินดีแก่บัณฑิตที่สำเร็จการศึกษา  ความภูมิใจ รอยยิ้ม และเสียงหัวเราะดังกึกก้องทั่วพื้นที่ในรั้วมหาวิทยาลัยแห่งนี้
 
และทีเป็นอีกคนหนึ่งที่มาร่วมแสดงความยินดีแก่บัณฑิต จากรั้วมหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม รุ่นน้องร่วมก๊วนตั้งแต่สมัยมัธยม เมื่อครั้งยังอยู่บ้านนอก แต่ยังผูกสัมพันธ์ รักใครกลมเกลียว มิตรภาพที่ยืนยาว จนทุกวันนี้ก็ยังคงเป็นเช่นนั้น
 
อีกทั้งวันนี้นอกจากทีมาแสดงความยินดีแก่รุ่นน้องแล้ว ยังได้พบเจอกับเพื่อนร่วมก๊วน เพื่อนที่ไม่เคยทิ้งกัน แม้ต่างคนต่างอยู่ ณ มุมใดมุมหนึ่งบนโลกใบนี้ สุดท้ายเวลาก็ทำให้เราได้กลับมาพบกันอีกครั้ง วงสนทนาจึงเริ่มเกิดขึ้นเมื่อใครอีกคนไต่ถามถึงอีกคน กลายเป็นวงสนทนาที่สร้างเสียงหัวเราะ เรื่องราวร้อยแปดพันเก้าในอดีตถูกร่ายขึ้นมาชวนอมยิ้ม แถมหัวเราะจนสั่นหวั่นไหวจนคนรอบข้างเหลียวมามอง
 
นี่อาจไม่ใช่งานรับปริญญาวันจริง แต่ทีกลับรู้สึกว่า มันสุขใจมากกว่าวันไหน ๆ  ส่วนหนึ่งอาจเพราะภูมิใจในตัวรุ่นน้องที่สำเร็จการศึกษา แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ความพร้อมหน้าพร้อมตาของเพื่อนแท้ที่ไม่เคยทิ้งกัน มาอยู่ตรงจุดเดียวกัน และภาพความทรงจำสมัยมัธยมที่ทำร่วมกันมาผุดขึ้นที่ละนิด ๆ (ยิ่งเขียนเหมือนทียิงแก่ขึ้นพิกล ฮ่า ๆ) ยิ่งถ่ายรูปเก็บภาพบรรยากาศวันซ้อมยิ่งอดขำในการวาดลวดลายการตั้งท่าของแต่ละคนไม่ได้
 
หากให้ย้อนกลับไปเมื่อตอนทีรับปริญญา พ่อกับแม่ ทีไม่สะดวกที่จะขึ้นมาเพื่อแสดงความยินดี แต่อย่างน้อยทีก็รู้สึกทีมากๆ เมื่อได้ยินเสียงแม่แสดงความยินดี ด้วยคำพูดเพียงแค่ "รักนะลูก แม่ไปไมได้" ทีกลับดีใจมากที่สุดในชีวิต  ดีใจที่แม่ยังคงรักลูกเสมอ แต่แปลกนะทีไม่น้อยใจ ไม่รู้สึกเศร้าอะไรมากมาย เพราะอย่างน้อยพี่ชายอีกสองคน และเพื่อนร่วมก๊วนก็ทดแทนสิ่งตรงนี้ได้อย่างสนิท
 
แถมยิ่งความเฮฮา ท่าทางที่เหล่าเพื่อนแสดงออกมาเพื่อบันทึกลงกล้องดิจิตอลเพื่อเก็บภาพความทรงจำอันดี ทีอดขำในท่าทางพิลึกพิกลไม่ได้ ยิ่งพวกมันโพสต์ท่าแต่ละท่า พระเจ้าทีนึกว่าแต่ละคนเป็นนางแบบ แล้วแถมจัดท่าทางให้บัณฑิตอย่างทีอีกต่างหาก ถ้าใครมาเห็น ไม่ขำ ไม่หัวเราะก็ให้มันรู้ไป
 
 
หลายคนคงอาจไม่เคยเห็นทีในชุดรับปริญญาวันนี้คงดูมีแนวโน้มได้เชยชม ชนิดที่แบบอาจจะทำให้ตั้งตัวแทบไม่ติด ไม่ใช่อะไร แต่ความน่ารักของทีมันบรรเจิดนะสิ (อ้วกมาก) ชุดนักศึกษาเรียบร้อย ไม่เกงก้างเหมือนลิง ยิ่งดูรูปทีก็นึกว่าทีเป็นลิงที่ถูกจับใส่เสื้อผ้าอาภรณ์เหล่านี้ มันดูไม่ใช่ทีเอาซะเลย
 
แต่สำหรับงานนี้ เจ้าภาพคงเป็นรุ่นน้องที่ทีอยากจะเก็บภาพให้มากที่สุด เพราะอะไรนะเหรอ นานทีจะมีโอกาสได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตาสักครั้ง ว่าแล้วก็ แชะ...แชะ...ทุกมุมที่มีอยู่ในรั้วสถาบันแห่งนี้ แม้จะเป็นเพียงแค่วันซ้อม แต่ทีว่าคนที่ปลาบปลื้มมากที่สุดคงไม่พ้นบัณฑิตสาวคนนี้เป็นแน่แท้
 
ทีและรุ่นน้องต่างถ่ายรูปทุกซุ้ม ภายในรั้วมหาวิทยาลัย ทั้งซุ้มคณะ แม้กระทั่งซุ้มชาวบ้านก็ไม่เว้น แถมบางซุ้มยังต้องเสียเงิน เหตุเพราะเงินส่วนน้อยนิดนั้น เหล่ารุ่นน้องจะนำไปช่วยสมทบทุนตามกิจกรรมภายในคณะ พอหย่อนเหรียญ หรือแบงค์ รุ่นน้องในคณะนั้นก็ระดมแหกปาก หรือที่เขาเรียกว่าบูม อย่างเสียงกระหึ่มกึกก้อง (ไม่รู้ว่าเอาเสียงมาจากไหน แต่ขอบอกว่าดังจริงๆๆ)ให้เห็นถึงความสามัคคีภายในคณะที่มีต่อรุ่นพี่ โดยได้รับสินน้ำใจเป็นเงินเล็กน้อยเข้าคณะ
 
ภาพเหล่านี้ก็ถูกทีเก็บมาไว้ยังความทรงจำอันดีเรียบร้อย ยิ่งเดินถ่ายรูปทุกสถานที่ ทีกลับยิ่งเห็นภาพบรรยากาศของเหล่าเพื่อน และเครือญาติของบัณฑิตแต่ล่ะคนมาร่วมยินดี รอยยิ้มมันทำให้ทีรู้สึกว่า แดดที่สาดส่องร้อนแรงสักแค่ไหน แต่ไม่สามารถลบเลือนมิตรภาพให้จางหายได้
 
ฤดูรับปิญญาผ่านพ้นไป แต่ภาพความทรงจำยังพร้อมให้หวนระลึกถึง
February 17

Before Valentine...รัก (ไม่)หวานแต่อยู่ทุกที่

 
 
 

 
 
เมื่อวานผมมีโอกาสได้แวะเวียนไปชมภาพยนตร์ Before Vanlentien ...ก่อนความรักหมุนรอบตัว ภาพยนตร์ที่ชวนอมยิ้ม แถมสกิดต่อมความรู้สึกที่ถูกสะท้อน เหมือนกระจกเงาของความรักที่มีต่อคู่รักกระทบ และฉายออกมายังไงยังงั้น
 
อักทั้งความรักของคนสองคนที่ก่อเกิดจากความรู้สึกของคำว่า "ชอบ" พัฒนาตามลำดับขั้นบรรไดที่ต่างคนค่อยก้าวไปข้างหน้าทีล่ะก้าว แม้อาจจะมีหยุดพัก เหนื่อย และบางครั้งอาจจะรู้สึกผิดหวัง แต่สุดท้ายหัวใจก็เรียกร้องให้ก้าวเดินต่อไป เพื่อความรักที่ยืนยาว เสนอมุมมองความรักในแบบฉบับ 3 กลุ่ม 3 วัย โดยเฉพาะ วัยแรกแย้ม หรือแรกรุ่นที่ความรักเข้ากระทบความรู้สึกอย่างง่ายได้ ดำเนินเข้าสู่วัยกลางคน หรือวัยที่ต้องการสร้างความมั่นคงทางชีวิต เพื่อเสริมสร้างความรักให้แข็งแรง และจบด้วยความรักรุ่นสั้น สั้นในความหมายของผมคือ ตลอดทั้งชีวิตมันกำลังถูกจำกัดด้วยเวลาที่อยู่ด้วยกันให้เก็บเกี่ยวความทรงจำให้ยาวนาน แม้ใครคนใดคนหนึ่งอาจต้องตายจาก
 
หนังเรื่องรักแสนโรแมนติกได้ 3 ผู้กับอย่าง ทรงศักดิ์ มงคลทอง (วุ้น) มือกำกับชั้นเยี่ยมที่วาดลวดลายจากเรื่อง ผีจ้างหนัง แถมเขียนบทให้หนังเรื่องเฮี้ยน และ ผีสามบาท มาแล้ว มาถึงพรชัย หงษ์รัตนาภรณ์(พิ้งค์) ความแปลกใหม่แบบฉบับตัวตนของตัวเองที่ทำให้คนดูติดใจ เรื่องทวานยังหวานอยู่ และยังอยู่เบื้องหน้าใน นช.นักโทษชาย  อีกด้วย และคนสุดท้าย เสรี พงค์นิธิ (โหน่ง) ผู้กับกับมือดีที่ทำให้ผู้ชมขนหัวลุกมาแล้ว ในเรื่อง ลองของ และสะใภ้บรื้อ และเรื่องนี้เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ท้าทายความสามารถของคนทั้ง 3
 
Before Valentine ภาพยนตร์ที่เติมเต็มไปด้วยความอบอวลแห่งความรัก มิตรภาพที่แสนยั่งยืน แม้ต้องแลกด้วยความเสียใจ เมื่อความรักกำลังจะสูญเสีย แต่มักจะมีคำพูดของอาจารย์ท่านหนึ่งเคยบอกกับผมว่า "ความสุขจากสวรรค์มักจะมาพร้อมกับความลงทัณฑ์จากพระเจ้าเสมอ" ใชครับไม่มีอะไรสวยงามไปตลอด แต่สิ่งสำคัญอยู่ที่คนสองคนจะเปิดใจได้กว้างแค่ไหน เพื่อรับอีกคนหนึ่งเข้ามา
 
ฉากที่ทำให้ผม และใครหลายต่อหลายคนที่ได้ชม ต้องอดอมยิ้มไม่ได้กับประโยคที่ ชิดชนก รับบทโดย ได๋ ไดอาน่า ไดอาน่า จงจินตนาการ หญิงสาวในตาเชื่อมั่น แต่เธอโดยหาความอบอุ่น และการแสดงออกซึ่งความรักจากชายผู้เป็นที่รักของเธอ พูดคุยกันกับ สุธี รับบทโดย ว่าน ธนกฤต พานิชวิทย์ ชายหนุ่มรักอิสระ ไม่มีอะไรเป็นแบบแผนในชีวิต แต่เขามีความรักที่เอ่อล้นพร้อมจะดูแลเธอคนนี้ แม้บางครั้งมักจะคิดว่าเขาไม่คู่ควร
 
 
           
 
สุธี : "ถ้าฉันคบคนอื่นล่ะ"
ชิดชนก : "ก็แสดงว่าเราไม่ได้รักกันแล้ว"
สุธี : ถ้าฉันคบคนอื่นและคบแกไปพร้อมๆ กันด้วยล่ะ"
ชิดชนก : "ก็แสดงว่าแกกำลังกวน...ฉันอยู่"
 
ประโยคเด็ดที่สื่อความหมายแบบตรงใจ แต่ตรงทางความรู้สึกได้ดี ด้วยการเปิดฉากเริ่มต้นของตัวละครทั้งสอง แม้ว่าอาจจะงงในตอนแรก เพราะสลับไปช่วงวัยรุ่น และวัยรุ่นช่วงตอนปลาย (ส่วนใหญ่เข้าเรียกกันแบบนี้ใช่ป่ะครับ) ความพอดีของเนื้อเรื่องในส่วนของ ชิดชนก และสุธีเป็นความโรแมนติกที่เหมือนกระจกสะท้อนตัวตนภายในใจที่คำนึงถึงความรู้สึกของอีกฝ่ายได้เป็นอย่างดี ผมชอบมุมมองที่ผู้กำกับเสนอ โดยให้ความคิด หรือที่เรียกว่า จิตใต้สำนึกมาเป็นบททดสอบความรู้สึกของคน
 
อย่างว่าครับ เรื่องความรักมักจะมีด้านดี และไม่ดี มันอยู่่ที่การมอง แต่มองอย่างไรให้ไม่กระทบความรู้สึกทางจิตใจ และสามารถปรับเปลี่ยนทำความเข้าใจในรักให้ดำเนินต่อ เพราะผลทางการวิจัย (ของผมนี่แหละครับ) คนส่วนใหญ่มักจะคิดเอง และเออเอง โดยไม่เคยเอ่ยปากที่จะถามคนรักว่าเป็นอย่างไรกันแน่ นั่นสิแล้วถ้าเป็นคุณจะทำอย่างไรเมื่อคนหนึ่งบอกเลิก อีกคนขอแต่งงาน คุณจะจบ และเงียบงำความเจ็บปวดในขณะนั้นไว้เพียงผู้เดียว หรือคุณจะหาคำตอบว่าความรักยังอยู่รอบตัวหรือไม่ ผมว่าคุณคงหาคำตอบที่ดีได้จากหนังเรื่องนี้ครับ
 
อาจจะรำคาญกับใครหลาย ๆ คนนะครับในฉากที่หาคำตอบภายในใจของตัวเอง แต่สำหรับผม ผมคิดว่ามันเกิดขึ้นกับทุกคนไม่ใช่เหรอครับกับการหาคำตอบจากตัวตนความเป็นเราว่า "เราต้องการอะไรมากที่สุด" 
 
ในส่วนแรกรุ่นของความรักคงขาดไปไม่ได้ วัยรัก วัยเรียนที่ใคร ๆ ก็เคยผ่านมา หากคุณย้อนรำลึกไปได้นะครับ (แต่จะมีกี่คนอันนี้ผมก็ไม่ทราบ) โจ๊ก เด็กหนุ่มใส่ซื่อ ไม่กล้าเปิดเผยความรู้สึก รับบทโดย อาตี้ ธนฉัตร ตุลยฉัตร นักแสดงวัยรุ่นที่น่าจับตามอง ด้วยพัฒนาการทางการแสดงที่ทำเอาผมชื่นชมเมื่อครั้งเขารับบท บุญโชค ในหนังเรื่อง บุญชู แต่สำหรับบทนี้อาจะเหมาะเจาะเพราะตรงกับวัย ความลื่นไหลของเนื้อเรื่องจึดำเริรได้อย่างไม่สะดุด บวกกับตัวละครอย่าง จิ๊บ รับบทโดย จีน เกล้าแก้ว สินเทพดล หญิงสาววัยใส เรียบร้อย แต่ชุ่มช่ำไปด้วยความน่ารัก
 
ความรักก่อเกิดจากความเป็นเพื่อน พัฒนาทีละขั้นมากกว่าในปัจจุับนที่เห็นความรักกลายเป็นความธรรมดาที่ลงเอยการมีเซ็กส์ ด้วยฉากเรียบง่าย บวกกับเนื้อเรื่องแสนธรรมดา แต่ในความธรรมดามักจะนำเสนอมุมมองแอบชวนสะกิดใจได้อย่างแยบคาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความเชื่อจากตั๋วรถเมล์ ซึ่งดูแล้วผมก็เป็นหนึ่งที่เคยนั่งบวกตั๋วให้ได้ 9 แล้วอธิษฐานในสิ่งที่อยากได้จะสำเร็จ และที่ทำเอาผมย้อนไปสู่วันรุ่นคงหนีไม่พ้น ตอนน้องชายของจิ๊บชวนเล่น นับคะแนนในกระดาษที่มีรูปมือ และแต่ละช่องบอกความเป็นไปว่าสิ่งที่ต้องการ และหวังมีอะไรบ้าง มีสิ่งหนึ่งที่ทำให้ผมรู้ว่า จิ๊บ รักโจ๊ก และนี่คือความรักแบบคนเดียว รักเดียวจนสุดท้ายทั้งคู่สมหวังในรักจนยืนยาวจนถึงบั้นปลายชีวิตที่ได้อยู่ด้วยกัน
 
น่าแปลกนะครับ ความรัก ยามแรกก็หวาน ๆ พอนานเข้านานเข้าความหวานบางครั้งก็ลดน้อย แต่ด้วยเหตุและปัจจัยผมก็ไม่อาจล่วงรู้ได้ เพระาแบบฉบับความรักของคนทุกคู่แตกต่างกัน แต่มีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือ ความเข้าใจ หากคนเรามีความเข้าใจ ความรักก็จะเต็มปริ่มในแก้วใบนั้นเสมอ ๆ  
 
 
        
 
เหมือนความรักวัยรุ่นตอนปลายอย่าง เฮีย รับบทโดย จตุรงค์ ม๊กจ๊ก จตุรงค์ พลบูรณ์ ชายหนุ่มสูงวัยที่เจ้าอารมณ์ ขี้บ่น พูดจากวนประสาทไปมา ใครหลายคนอาจชมการแสดงของ จตุรงค์ ม๊กจ๊กมาหลายรูปแบบ แต่ผมว่าบทอย่าง เฮีย ทีเขาแสดงค่อนข้างยังติดตลก และทำให้ผมยังนึกถึงบทตลกมากกว่าบทรัก แต่เนื้อเรื่องก็ไม่ได้สะดุดจนผมอึดอัด เพราะด้วยบทอย่าง เจ๊ รับบทโดย แจง วราพรรณ หงุ่ยตระกูล เข้ามาทำให้เนื้อเรื่องชวนอมยิ้มมากกว่าการนั่งดูตลก 6 ฉาก จนเกิดความราบรื่นได้อย่างลงตัว พร้อมด้วย แจ๊ค รับบทโดย เปรม บุษราคัมวงษ กับ แหม่ม รับบทโดย สิตา ธนัญโชติการ  ที่มาเติมเต็มคำว่า "อุปสรรค" ที่เกิดขึ้นให้จางหายได้ด้วย "ความเข้าใจ"
 
อีกสิ่งหนึ่งที่ผมชอบคงเป็นภาพฉาก บรรยากาศที่ทางผู้กำกับจัดสรรมาให้ชม แม้ว่าอาจจะไม่ได้สวยมากมาย แต่ผมว่ามันมีเสน่ห์ในแบบของมันจริง ๆ สีที่ใช้บ่งบอกถึงอารมณ์แห่งความรักที่เสมือนเหล่าเครื่องปรุงหลากหลายให้คนได้ลิ้มลอง ดูไปแล้วมันราบเรียบแสนธรรมดา แต่ผมกลับสัมผัสไออุ่นรักได้เสมอ ภาพยนตร์รักแสนโรแมนติก ไม่ถึงขั้นต้องร้องไห้ฟูมฟาย หรือเศร้าโศก แต่แบบฉบับความรักที่อาจสะกิจต่อมทางความรู้สึกของใครอีกหลายคนให้ชวนนึกถึงใครอีกคนคงเพิ่มมากขึ้น
 
เพราะเวลามักจะเดินไปตามวิถีทางที่มันเป็น ความรักก็เช่นกันมันจะเดินตามวิถีทางมันได้ อยู่ที่คนสองคนพร้อมที่จะเดินไปด้วยกันหรือไม่...แค่นั้นเอง (ผมคิดแบบนั้น)
 
โดย นายมูฟวี่ 
 
 
 
 
 

 

Windows Media Player