TeaC65's profileพื้นที่เล็ก ๆ ของขี้เหงา...PhotosBlogListsMore ![]() | Help |
พื้นที่เล็ก ๆ ของขี้เหงา...'s space ("o")ยิ้มเยอะ ๆ หัวเราะเยอะ ๆ กับโลกใบเล็กใบนี้ |
|||||
|
|
March 18 รงค์ วงษ์สวรรค์ ตัวตาย จิตวิญญาณคงอยู่
"คนเราสูงเท่ากันเสมอบนเตียงนอนและในหลุมศพ" -รงค์ วงษ์สวรรค์-
หากใครต่อหลายคนที่เคยได้อ่านบทความ บทกวี ผ่านหนังสือพิมพ์มติชนสุดสัปดาห์ คงไม่มีใครไม่รู้จัก "รงค์ วงษ์สวรรค์" นักเขียนรุ่นเก๋า
ทีมีโอกาสได้อ่านงานเขียนของเขามาบ้าง เมื่อสมัยตอนยังเรียนมหาวิทยาลัย เหตุเพราะเรียนสายข่าว การอ่านหนังสือจึงเป็นสิ่งสำคัญในการเพิ่มพูลของคำ วลี และความรู้ต่าง ๆ
รงค์ วงษ์สวรรค์ ชื่อเดิมคือ นายณรงค์ วงษ์สวรรค์ เกิดเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2475 ที่ตำบลคลองมะขามเฒ่า จังหวัดชัยนาท บิดารับราชการเป็นวิศวกร กรมชลประทาน แม่เป็นชาวสวน ชีวิตวัยเด็กอยู่กับยายที่โพธาราม จังหวัดราชบุรี เพราะพ่อต้องออกไปทำงานตามป่าเขา
เขาเติบโตมาในฐานะยากจน และความจนทำให้เขาต้องช่วยแม่ทำมาหากินตั้งแต่เรียนชั้นประถมศึกษา ที่โรงเรียนโพธารามวัฒนาเสนี อำเภอโพธาราม ราชบุรี ด้วยการนำทอฟฟี่ที่แม่ทำไปขายที่โรงเรียน ซึ่งแม้จะมาเข้าเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นที่โรงเรียนอำนวยศิลป์ แต่เมื่อถึงเวลาปิดเทอมเขาก็จะต้องกลับไปช่วยแม่หาบแตงโมอยู่เป็นประจำ ผิดจากเด็กยุคปัจจุบันที่ยังสรรหาความรื่นรมย์ในวัตถุ จนหลงลืมความสุขของคนรอบข้าง
รงค์ ลูกผู้ชาย นักคิด นักเขียน เขาสนใจงานวรรณกรรมมาตั้งแต่เด็ก เพราะต้องอ่านวรรณคดีและหนังสือประเภทอื่นๆ ให้บิดาและยายฟังเสมอๆ ครั้นออกจากอำนวยศิลป์มาเข้าเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา รงค์ จึงได้มีโอกาสนำเอาประสบการณ์ชีวิตต่างๆ เขียนเป็นเรื่องสั้นลงในจุลสารของโรงเรียนและบางส่วนก็ส่งไปยังหนังสือพิมพ์ต่างๆ
สำหรับทีนี่คือ ความเพียรในการแสวงหาความรู้ โดยกิจวัตรประจำวันที่ทำเป็นประจำ จนเป็นบ่อเกิด และการสะสมนิสัยให้รักใคร่ในการอ่าน และการเขียนของ รงค์ ได้ดีอย่างทีเดียว
มีใครหลายต่อหลายคนบอกกับทีว่า "หากเราไม่เพียรพยามเรื่องใดแล้ว เราก็จะหมดคุณค่าที่จะดำรงอยู่ต่อไป" เพราะมนุษย์เกิดมาแล้ว ต้องสร้างคุณค่าให้กับชีวิต และต่อยอดให้ผลนั้นสู่มวลชน
และนี่คือปฐมบทเริ่นการเป็นนักเขียนของ "รงค์ วงษ์สวรรค์" ต่อจากนั้นเขาก็ได้รู้จักกับ ม.ล.ต้อย ชุมสาย ศิลปินทางการถ่ายภาพนู้ดของไทย และเขาได้รับการฝึกฝนการถ่ายภาพ และเข้าสู่แวดวงหนังสือพิมพ์ จนได้เข้าทำงานที่หนังสือพิมพ์สยามรัฐ พ.ศ.2497 ต่อมาเริ่มถ่ายภาพที่ชวนสนใจทั้งภาพและการเขียนคำบรรยาย จากนั้นเริ่มเขียนคอลัมน์ “รำพึง-รำพัน” ด้วยนามปากกา “ลำพู” ในสยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์ ซึ่งได้รับความนิยมจากผู้อ่านเป็นจำนวนมากด้วยลีลา และสำนวนภาษาที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวแปลกแหวกแนวไปจากคนอื่นๆ
จากนั้นไม่นานทุกคนได้รู้จักนักเขียนที่ชื่อ "รงค์ วงษ์สวรรค์" เขาเขียนเรื่องราวที่ชวนให้อ่าน ทั้งประโยค คำพูด ล้วนแล้วแต่หาตัวจับอยาก จึงไม่แปลกอะไรที่คนส่วนใหญ่จะนิยมชมชอบงานเขียนของ รงค์
ทีก็เป็นคนหนึ่งที่ชื่นชมในงานเขียน แม้อายุ 25 ปี ทีได้อ่านงานเขียนของเขาไม่มาก แต่ทีคิดว่า งานที่หมั่นฝึกฝน หมั่นอ่าน และประสบการณ์ที่พบเจอ จะสร้างงานเขียนใหม่ ๆ เป็นสิ่งที่มีคุณค่าอย่างยิ่ง และหากสามารถเสริมสร้าง "แรงบันดาลใจ" และ "กำลังใจ" ให้กับผู้อ่าน ย่อมเป็นสิ่งที่ดีมิใช่น้อย เพราะ “มุมมอง” มักจะต่อยอดจากมุมที่คิดให้ยาวไกลกว่าการนั่งอุดอู้อยู่ในโลกส่วนตัว โดยไม่ได้รับรุ้เรื่องราวภายนอก
แม้วันนี้ “รงค์ วงษ์สวรรค์” จะจากไปด้วยวัย 77 ปี แต่ความเป็นตัวตน หรือจิตวิญญาณของเขายังดำรงอยู่บนโลกใบนี้ เพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้คนรุ่นหลังอย่างทีได้จดจำ และยึดถือวิถีชีวิตอย่างพองาม และพอเพียง
อีกทั้ง “โอกาส” ในชีวิตของเขาก็กลายเป็นอีกหนึ่งมุมมองที่อาจทำให้ใครหลายคนได้คิดว่า “หากเราสร้างโอกาส แต่ไมได้รับการหยิบยื่นจากคนอื่นขอให้ภูมิใจไว้ว่า คนเรายังได้พยายามที่จะสร้างสิ่งที่ต้องการขึ้นมา ซึ่งต่างจากบางคนที่ไม่สร้างโอกาส เพียงรอโอกาสจากคนอื่น แบบนี้คงเป็นหลักลอย และหาจุดยืนในตัวตนไม่ได้”
เมื่อเป็นเช่นนี้ ทีคงต้องฝึกฝน และหา “แรงบันดาลใจ” ในแต่ล่ะวัน เพื่อจุดประกายในความคิดให้ตกผลึก ไม่ใช่เพื่อทีเพียงคนเดียว แต่ยังเพื่อคนที่แวะเวียน และชื่นชมงานเขียนของทีอีกด้วย
“รงค์ วงษ์สวรรค์ นักเขียนผู้ล่วงลับ แต่ไม่ไร้ซึ่งความหมาย” “ใจเรา ตัวเรา ความคิดเรา แม้ว่าตัวตาย แต่จิตวิญญาณจะดำรงอยู่ หากถือมั่นในสิ่งดีงาม” หมายเหตุ : "พญาอินทรี" ขอให้สุคติ ข้อมูลบางส่วน : เว็บผู้จัดการ March 06 หนังสือเปลี่ยนคน"หากคุณทำสิ่งที่คุณเคยทำอยู่อย่างสม่ำเสมอ คุณก็จะต้องได้รับสิ่งที่คุณเคยได้รับเสมอ... " โดย Grant R. Philips
ประโยคที่อ่านแล้วทำเอาทีรู้สึกว่า หากเราทำอะไรได้อย่างสม่ำเสมอสิ่งนั้นก็จะเกิดผลต่อเรา เหมือนดั่งตอนนี้ ทีเริ่มที่จะทำความคุ้นเคย และความเคยชินกับสิ่งที่เรียกว่า "งานเขียน"
ฟิลิปส์ นักเขียนวรรณกรรมเยาวชนและเจ้าของนามปากกาอื่นในการเขียนเรื่องแนวสยองขวัญ เขาเคยเกลียดการอ่านหนังสือเป็นอย่างยิ่ง ไม่แม้จะแตะหนังสือ และหาวิธีการหลีกเลี่ยงการอ่านหนังสือ
เหตุที่ทำให้ฟิลิปส์รู้สึกเจ็บปวด เพราะไม่สามารถอ่านเพื่อทำความเข้าใจได้ ไม่ได้เกิดจากเหตุผลที่เขาไม่ชอบ หรือเกิดจากต่อมความรู้สึกลึก ๆ ของเขา
แต่นี่คือ การอ่านที่ต้องอาศัยความเข้าใจ คนบางคนซื้อหนังสือมา แต่กลับอ่านเพียงผ่าน ๆ ไม่ได้ประโยชน์อะไรสักอย่าง ต่างจากบางคน เพียงแค่หนังสือเล่มเล็ก ๆ แต่กลับสร้างรอยยิ้ม
ความรู้ให้กับเขาเหล่านั้นได้อย่างน่าแปลกใจ แม้จะเป็นหนังสือเก่าที่เลอะเทอะไปด้วยคราบดิน หรือแม้กระทั่งรอยฉีกขาดที่ซ่อมแล้วซ่อมอีก เพื่อให้คงสภาพให้ยาวนาน เพื่อใครคนอื่นอีกต่อไป
หนังสือคือ บ่อเกิดความรู้ ทีเชื่อแบบนั้น เพราะทีก็เป็นอีกคนหนึ่งที่รับรู้เรื่องราวผ่านตัวอักษรมากกว่า เที่ยวไปไหนต่อไหนแบบใครหลาย ๆ คนได้ทำ และทีเชื่อว่า "หนังสือสามารถเปลี่ยนความคิด หรือมุมมองของคนได้"
เหมือน ฟิลิปส์ เขาเป็นคนเกลียดการอ่านหนังสือมาก การเปลี่ยนแปลงในชีวิตของเขาจึงเกิดขึ้น เมื่อเขาเรียนอยู่เกรด 7 ครูสอนภาษาอังกฤษได้กำหนดให้ในปีนั้นนักเรียนทุกคนต้องอ่านหนังสือของ S.E. Hinton 4 เล่ม (ได้แก่ The Outsiders, Rumble Fish, Tex และThat Was Then This Is Now)
โดยเฉพาะเรื่อง The Outsiders ทำให้เด็กชายทึ่งตะลึงงันกับโลกใบใหม่ที่เขาเพิ่งค้นพบผ่านทางตัวอักษร ในหนังสือ ตั้งแต่หน้าแรกจนถึงหน้าสุดท้าย และทำให้เขาเปลี่ยนแปลง จากเด็กไม่ชอบอ่านหนังสือ แต่กลับกลายเป็นว่า เขากำลังซื้อหนังสือในร้านและตะลุยอ่านอย่างน้อยเดือนละเล่ม
ตอนอายุ 13 ขวบ เขาบอกกับตัวเองว่า "อยากเป็นนักเขียน" เมื่ออายุ 14 เขาเริ่มแต่งเรื่องสั้นและตั้งเป้าหมายไว้ว่าจะต้องได้เซ็นสัญญาซื้อขายนวนิยายเรื่องแรกตอนอายุ 30
ฟิลลิปส์จำได้ไม่ลืมว่าเดือนกรกฎาคมปี 1999 เขาได้เซ็นสัญญาขายนวนิยายเล่มแรก หนังสือวางแผงเดือนกุมภาพันธ์ปี 2000 และเขาก็อายุครบ 30 ในเดือนมิถุนายนปีนั้นนั่นเอง!
ปัจจุบันแม้เขาไม่ได้เป็นนักเขียนเต็มตัวเพราะทำอาชีพหลักคือผู้ช่วยทนายความ แต่เขาก็เป็นนักเขียนวรรณกรรมอีกหลายแนวในนามปากกาต่างๆ กันด้วย
เวลาที่ใช้ในการเขียนคือทุกวันเสาร์-อาทิตย์ เขาจะตื่นแต่เช้ามืดประมาณตี 3 และเขียนจนถึง 9 โมงเช้า เขาบอกว่านี่แหละคือการเขียนเพราะความรักอย่างแท้จริง และถ้าหากมันขายได้ก็ถือว่าเป็นสิ่งที่เยี่ยมขึ้นไปอีก
น่าแปลก ฟิลิปส์ เริ่มต้นตั้งแต่วัยเยาว์ในการเป็นนักคิด และนักเขียน ซึ่งต่างจากที เพราะตอนนี้ที อายุ 25 ปี วัยที่มุ่งมั่นกับการทำงาน จนบางครั้งความเป็นตัวยตนของทีเริ่มเลือนหาย
อาจจะจริง ทีอยากเป็น "นักเขียน" เรื่องราวที่เกิดขึ้นในชีวิตไม่เคยถูกร่ายได้ยาวมากมาย เหมือนกับไดอารี่เล่มโปรด เหตุเพราะความขี้เกียจ และการไม่สม่ำเสมอ (แก้ตัวน้ำขุ่น ๆ ฮ่า ๆ)
แต่อย่างน้อยตอนนี้ทีก็ใช้เวลาที่มี และเหลืออยู่แบ่งปันมาเขียนเรื่องราวให้ใครหลายคนได้ติดตาม อาจจะเป็นแค่มือสมัครเล่น แต่ทีเชื่อว่า วันหนึ่งทีอาจเป็นนักเขียนของใครอีกหลาย ๆ คนก็ได้ที่ชื่นชอบเรื่องราวที่ทีเขียนขึ้นมา (แม้ว่าบางทีจะเป็นเรื่องของทีเอง ทีบ่นไปวัน ๆ )
วันนี้ทีได้อ่านเรื่องของ ฟิลิปส์ ความแตกต่างที่ดูเป็นคนล่ะคน แต่ความเหมือนคือ การสร้างความเคยชินที่จะทำบางสิ่งให้เกิดผล และเมื่อเกิดผลมันก็จะทำให้เรายิ้ม และมีความสุข
สิ่งสำคัญ "หนังสือ" ที่ได้อ่าน และสัมผัสมันเปลี่ยนแปลงมุมมองของทีไปตามวิถีที่ควรจะเป็น อย่างน้อยก็ทำให้ทีรับรู้ว่า บางมุมมองมันเปลี่ยนกันได้ ถ้าเราใจกว้าง และเปิดใจทำเข้าใจ
"เรื่องธรรมดา ๆ ที่อาจจะมองข้าม แต่ความธรรมดานี่บางทีเราอาจถูกการปฏิเสธไปตลอดก็ได้..."
February 24 วันเกิดของทีหลายวันก่อนหน้านี้ไม่ได้เข้ามาเขียนเรื่องราวเอาซะเลย วันนี้ทีว่างจัดเลยรีบเข้ามาอัพ Blog ย้อนไป 3 วันก่อน วันที่ 20 กุมภาพันธ์ วันเกิดครบรอบอายุ 25 ปีเต็ม ดูแล้วก็เริ่มแก่ขึ้นเรื่อย ๆ เพราะก่อนหน้านี้อยากให้ตัวเองอายุสัก 18-19 ไม่ค่อยอยากให้อายุขึ้นเท่าที่ควร เหตุเพราะอยากทำอะไรแบบเด็ก ๆ เหมือนเมื่อครั้งวันวาน
แต่ก็นะใครจะให้นับถอยหลังลง คนเรามันต้องมีแต่ก้าวขึ้น ๆ ตามวัย และช่วงอายุของมันเอง ปีนี่วันเกิดทีไม่ได้จัดอะไรเป็นเพิเศษ ทุกอย่างดูธรรมดา แม่ทีโทรมาหาแต่เช้า โทรมาบอกว่า "สุขสันต์วันเกิดนะลูกหมา" แม้จะเป็นคำสั้น ๆ แต่ทำให้ทีอบอุ่นทุกครั้งที่แม่โทรมา และทีบอกแม่ว่า "ทีรักแม่ และจะเป็นเด็กดี" ประโยคที่บอกทุกครั้งที่เป็นช่วงวันเกิด ทียังแปลกใจตัวเองเลยว่า ทำไมไม่คิดจะเปลี่ยนคำพูดมั้งนะ
พอมาถึงที่ทำงานเหล่าบรรดาพี่ ๆ ต่างต้อนรับ และจัดเลี้ยงกันแบบง่าย ๆ ซึ่งมีขึ้นทุกปี และทุกคน แต่สำหรับทีแม้จะเล็ก ๆ ทีว่ามันมีความสุขในแบบฉบับของมันนะ คำอวยพรมากค่าจากรุ่นพี่ร่วมงาน ดูมีคุณค่าทางความรู้สึกที่ทำให้ที่ดีใจทุกครั้งเมื่อถึงวันเกิดในแต่ล่ะปี
ทีอยู่ที่บ้านหลังนี้ได้เกือบจะ 2 ปีแล้วล่ะ ทุกอย่างมีอะไรเปลี่ยนแปลงเสมอ หน้าที่ที่ทีรับผิดชอบ แม้จะไม่ได้ชอบอะไรมากมาย เพราะด้วยไม่ได้ตรงกับสิ่งที่ทีอยากจะเป็นสักเท่าไหร่ แต่ทีกลับรู้สึกว่า "สิ่งที่ทีได้เรียนรู้มันคุ้มค่ากับชีวิตทีจริง ๆ"
อย่างน้อยทีได้เรียนรู้งาน และได้เรียนรู้คนต่างลักษณะนิสัยแต่ละแบบ แล้วนำมาวิเคราะห์ว่าคนไหนพอที่จะเป็นเพื่อนร่วมงานที่ดีได้ ส่วนคนไหนเป็นไม่ได้คงต้องหาวิธีที่จะอยู่ให้ได้อย่างราบรื่น ทีคิดแบบนี้ วันเกิดปีนี้จึงเป็นวันที่ทีรู้สึกเติบโตมากขึ้น รู้จักอะไรเยอะขึ้น ชั่วโมงบินก็โตมานิดหน่อย และทีสำคัญทีโตพอที่จะเริ่มรับผิดชอบกับชีวิตของตัวเองได้บ้าง อาจจะไม่หมดทุกเรื่องก็เถอะ
ทีมีความสุข รู้สึกดีทุกครั้ง แถม "คนพิเศษ" ที่อยู่เคียงข้างมาตลอดระยะเวลาเกือบ 2 ปี รอยยิ้มที่หาได้ทุกเมื่อวันนี้อาจจะไม่พิเศษ ไม่มีเค้กก้อนโต ปักเทียนมาเป่า แต่ทีก็มีความสุขมากแล้วล่ะ สุขที่ได้มีวันดี ๆ แบบนี้ทุก ๆวัน คำอวยพรสารพัดขอบคุณมากมาย ทีอยากยิ้มแบบนี้ไปเรื่อย ๆ
แม้ว่าทีจะอายุครบ 25 ปี ทุกสิ่งทุกอย่างข้างกายจะแปรเปลี่ยนตามกาลเวลา ส่วนทีก็มีเปลี่ยนแปลงตามแบบฉบับที่ควรจะเป็น หากแต่ทีก็ยังเป็นคนเดิม ๆ ที่ใครหลายต่อหลายคนที่เคยผ่านพบ หรือแวะมาทักทายคงได้สัมผัสในตัวทีไม่มากก็น้อย แม้ว่าจังหวะบางชีวิต สั้นบ้าง ยาวบ้าง อย่างน้อยความเป็นตัวทีที่แสดงออกคงทำให้ใครหลายคนได้ซึมซับมันบ้าง เพราะถ้าหากทีมีค่าพอให้จดจำ
วันนี้ทีอายุครบ 25 ปีแล้ว โตขึ้นแล้ว และจะยังมีลมหายใจเพื่อทำวันต่อ ๆ ไป ให้ชีวิตได้ก้าวต่ออย่างมั่นคง
February 18 บันไดชีวิตฤดูรับปริญญามาเยือน ใครหลายต่อหลายคนคงง่วนอยู่กับการหาซื้อของขวัญที่บ่งบอกถึงความรู้สึกยินดีแก่บัณฑิตที่สำเร็จการศึกษา ความภูมิใจ รอยยิ้ม และเสียงหัวเราะดังกึกก้องทั่วพื้นที่ในรั้วมหาวิทยาลัยแห่งนี้
และทีเป็นอีกคนหนึ่งที่มาร่วมแสดงความยินดีแก่บัณฑิต จากรั้วมหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม รุ่นน้องร่วมก๊วนตั้งแต่สมัยมัธยม เมื่อครั้งยังอยู่บ้านนอก แต่ยังผูกสัมพันธ์ รักใครกลมเกลียว มิตรภาพที่ยืนยาว จนทุกวันนี้ก็ยังคงเป็นเช่นนั้น
อีกทั้งวันนี้นอกจากทีมาแสดงความยินดีแก่รุ่นน้องแล้ว ยังได้พบเจอกับเพื่อนร่วมก๊วน เพื่อนที่ไม่เคยทิ้งกัน แม้ต่างคนต่างอยู่ ณ มุมใดมุมหนึ่งบนโลกใบนี้ สุดท้ายเวลาก็ทำให้เราได้กลับมาพบกันอีกครั้ง วงสนทนาจึงเริ่มเกิดขึ้นเมื่อใครอีกคนไต่ถามถึงอีกคน กลายเป็นวงสนทนาที่สร้างเสียงหัวเราะ เรื่องราวร้อยแปดพันเก้าในอดีตถูกร่ายขึ้นมาชวนอมยิ้ม แถมหัวเราะจนสั่นหวั่นไหวจนคนรอบข้างเหลียวมามอง
นี่อาจไม่ใช่งานรับปริญญาวันจริง แต่ทีกลับรู้สึกว่า มันสุขใจมากกว่าวันไหน ๆ ส่วนหนึ่งอาจเพราะภูมิใจในตัวรุ่นน้องที่สำเร็จการศึกษา แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ความพร้อมหน้าพร้อมตาของเพื่อนแท้ที่ไม่เคยทิ้งกัน มาอยู่ตรงจุดเดียวกัน และภาพความทรงจำสมัยมัธยมที่ทำร่วมกันมาผุดขึ้นที่ละนิด ๆ (ยิ่งเขียนเหมือนทียิงแก่ขึ้นพิกล ฮ่า ๆ) ยิ่งถ่ายรูปเก็บภาพบรรยากาศวันซ้อมยิ่งอดขำในการวาดลวดลายการตั้งท่าของแต่ละคนไม่ได้
หากให้ย้อนกลับไปเมื่อตอนทีรับปริญญา พ่อกับแม่ ทีไม่สะดวกที่จะขึ้นมาเพื่อแสดงความยินดี แต่อย่างน้อยทีก็รู้สึกทีมากๆ เมื่อได้ยินเสียงแม่แสดงความยินดี ด้วยคำพูดเพียงแค่ "รักนะลูก แม่ไปไมได้" ทีกลับดีใจมากที่สุดในชีวิต ดีใจที่แม่ยังคงรักลูกเสมอ แต่แปลกนะทีไม่น้อยใจ ไม่รู้สึกเศร้าอะไรมากมาย เพราะอย่างน้อยพี่ชายอีกสองคน และเพื่อนร่วมก๊วนก็ทดแทนสิ่งตรงนี้ได้อย่างสนิท
แถมยิ่งความเฮฮา ท่าทางที่เหล่าเพื่อนแสดงออกมาเพื่อบันทึกลงกล้องดิจิตอลเพื่อเก็บภาพความทรงจำอันดี ทีอดขำในท่าทางพิลึกพิกลไม่ได้ ยิ่งพวกมันโพสต์ท่าแต่ละท่า พระเจ้าทีนึกว่าแต่ละคนเป็นนางแบบ แล้วแถมจัดท่าทางให้บัณฑิตอย่างทีอีกต่างหาก ถ้าใครมาเห็น ไม่ขำ ไม่หัวเราะก็ให้มันรู้ไป
หลายคนคงอาจไม่เคยเห็นทีในชุดรับปริญญาวันนี้คงดูมีแนวโน้มได้เชยชม ชนิดที่แบบอาจจะทำให้ตั้งตัวแทบไม่ติด ไม่ใช่อะไร แต่ความน่ารักของทีมันบรรเจิดนะสิ (อ้วกมาก) ชุดนักศึกษาเรียบร้อย ไม่เกงก้างเหมือนลิง ยิ่งดูรูปทีก็นึกว่าทีเป็นลิงที่ถูกจับใส่เสื้อผ้าอาภรณ์เหล่านี้ มันดูไม่ใช่ทีเอาซะเลย
แต่สำหรับงานนี้ เจ้าภาพคงเป็นรุ่นน้องที่ทีอยากจะเก็บภาพให้มากที่สุด เพราะอะไรนะเหรอ นานทีจะมีโอกาสได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตาสักครั้ง ว่าแล้วก็ แชะ...แชะ...ทุกมุมที่มีอยู่ในรั้วสถาบันแห่งนี้ แม้จะเป็นเพียงแค่วันซ้อม แต่ทีว่าคนที่ปลาบปลื้มมากที่สุดคงไม่พ้นบัณฑิตสาวคนนี้เป็นแน่แท้
ทีและรุ่นน้องต่างถ่ายรูปทุกซุ้ม ภายในรั้วมหาวิทยาลัย ทั้งซุ้มคณะ แม้กระทั่งซุ้มชาวบ้านก็ไม่เว้น แถมบางซุ้มยังต้องเสียเงิน เหตุเพราะเงินส่วนน้อยนิดนั้น เหล่ารุ่นน้องจะนำไปช่วยสมทบทุนตามกิจกรรมภายในคณะ พอหย่อนเหรียญ หรือแบงค์ รุ่นน้องในคณะนั้นก็ระดมแหกปาก หรือที่เขาเรียกว่าบูม อย่างเสียงกระหึ่มกึกก้อง (ไม่รู้ว่าเอาเสียงมาจากไหน แต่ขอบอกว่าดังจริงๆๆ)ให้เห็นถึงความสามัคคีภายในคณะที่มีต่อรุ่นพี่ โดยได้รับสินน้ำใจเป็นเงินเล็กน้อยเข้าคณะ
ภาพเหล่านี้ก็ถูกทีเก็บมาไว้ยังความทรงจำอันดีเรียบร้อย ยิ่งเดินถ่ายรูปทุกสถานที่ ทีกลับยิ่งเห็นภาพบรรยากาศของเหล่าเพื่อน และเครือญาติของบัณฑิตแต่ล่ะคนมาร่วมยินดี รอยยิ้มมันทำให้ทีรู้สึกว่า แดดที่สาดส่องร้อนแรงสักแค่ไหน แต่ไม่สามารถลบเลือนมิตรภาพให้จางหายได้
ฤดูรับปิญญาผ่านพ้นไป แต่ภาพความทรงจำยังพร้อมให้หวนระลึกถึง February 17 Before Valentine...รัก (ไม่)หวานแต่อยู่ทุกที่เมื่อวานผมมีโอกาสได้แวะเวียนไปชมภาพยนตร์ Before Vanlentien ...ก่อนความรักหมุนรอบตัว ภาพยนตร์ที่ชวนอมยิ้ม แถมสกิดต่อมความรู้สึกที่ถูกสะท้อน เหมือนกระจกเงาของความรักที่มีต่อคู่รักกระทบ และฉายออกมายังไงยังงั้น
อักทั้งความรักของคนสองคนที่ก่อเกิดจากความรู้สึกของคำว่า "ชอบ" พัฒนาตามลำดับขั้นบรรไดที่ต่างคนค่อยก้าวไปข้างหน้าทีล่ะก้าว แม้อาจจะมีหยุดพัก เหนื่อย และบางครั้งอาจจะรู้สึกผิดหวัง แต่สุดท้ายหัวใจก็เรียกร้องให้ก้าวเดินต่อไป เพื่อความรักที่ยืนยาว เสนอมุมมองความรักในแบบฉบับ 3 กลุ่ม 3 วัย โดยเฉพาะ วัยแรกแย้ม หรือแรกรุ่นที่ความรักเข้ากระทบความรู้สึกอย่างง่ายได้ ดำเนินเข้าสู่วัยกลางคน หรือวัยที่ต้องการสร้างความมั่นคงทางชีวิต เพื่อเสริมสร้างความรักให้แข็งแรง และจบด้วยความรักรุ่นสั้น สั้นในความหมายของผมคือ ตลอดทั้งชีวิตมันกำลังถูกจำกัดด้วยเวลาที่อยู่ด้วยกันให้เก็บเกี่ยวความทรงจำให้ยาวนาน แม้ใครคนใดคนหนึ่งอาจต้องตายจาก
หนังเรื่องรักแสนโรแมนติกได้ 3 ผู้กับอย่าง ทรงศักดิ์ มงคลทอง (วุ้น) มือกำกับชั้นเยี่ยมที่วาดลวดลายจากเรื่อง ผีจ้างหนัง แถมเขียนบทให้หนังเรื่องเฮี้ยน และ ผีสามบาท มาแล้ว มาถึงพรชัย หงษ์รัตนาภรณ์(พิ้งค์) ความแปลกใหม่แบบฉบับตัวตนของตัวเองที่ทำให้คนดูติดใจ เรื่องทวานยังหวานอยู่ และยังอยู่เบื้องหน้าใน นช.นักโทษชาย อีกด้วย และคนสุดท้าย เสรี พงค์นิธิ (โหน่ง) ผู้กับกับมือดีที่ทำให้ผู้ชมขนหัวลุกมาแล้ว ในเรื่อง ลองของ และสะใภ้บรื้อ และเรื่องนี้เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ท้าทายความสามารถของคนทั้ง 3
Before Valentine ภาพยนตร์ที่เติมเต็มไปด้วยความอบอวลแห่งความรัก มิตรภาพที่แสนยั่งยืน แม้ต้องแลกด้วยความเสียใจ เมื่อความรักกำลังจะสูญเสีย แต่มักจะมีคำพูดของอาจารย์ท่านหนึ่งเคยบอกกับผมว่า "ความสุขจากสวรรค์มักจะมาพร้อมกับความลงทัณฑ์จากพระเจ้าเสมอ" ใชครับไม่มีอะไรสวยงามไปตลอด แต่สิ่งสำคัญอยู่ที่คนสองคนจะเปิดใจได้กว้างแค่ไหน เพื่อรับอีกคนหนึ่งเข้ามา
ฉากที่ทำให้ผม และใครหลายต่อหลายคนที่ได้ชม ต้องอดอมยิ้มไม่ได้กับประโยคที่ ชิดชนก รับบทโดย ได๋ ไดอาน่า ไดอาน่า จงจินตนาการ หญิงสาวในตาเชื่อมั่น แต่เธอโดยหาความอบอุ่น และการแสดงออกซึ่งความรักจากชายผู้เป็นที่รักของเธอ พูดคุยกันกับ สุธี รับบทโดย ว่าน ธนกฤต พานิชวิทย์ ชายหนุ่มรักอิสระ ไม่มีอะไรเป็นแบบแผนในชีวิต แต่เขามีความรักที่เอ่อล้นพร้อมจะดูแลเธอคนนี้ แม้บางครั้งมักจะคิดว่าเขาไม่คู่ควร
สุธี : "ถ้าฉันคบคนอื่นล่ะ"
ชิดชนก : "ก็แสดงว่าเราไม่ได้รักกันแล้ว"
สุธี : ถ้าฉันคบคนอื่นและคบแกไปพร้อมๆ กันด้วยล่ะ"
ชิดชนก : "ก็แสดงว่าแกกำลังกวน...ฉันอยู่"
ประโยคเด็ดที่สื่อความหมายแบบตรงใจ แต่ตรงทางความรู้สึกได้ดี ด้วยการเปิดฉากเริ่มต้นของตัวละครทั้งสอง แม้ว่าอาจจะงงในตอนแรก เพราะสลับไปช่วงวัยรุ่น และวัยรุ่นช่วงตอนปลาย (ส่วนใหญ่เข้าเรียกกันแบบนี้ใช่ป่ะครับ) ความพอดีของเนื้อเรื่องในส่วนของ ชิดชนก และสุธีเป็นความโรแมนติกที่เหมือนกระจกสะท้อนตัวตนภายในใจที่คำนึงถึงความรู้สึกของอีกฝ่ายได้เป็นอย่างดี ผมชอบมุมมองที่ผู้กำกับเสนอ โดยให้ความคิด หรือที่เรียกว่า จิตใต้สำนึกมาเป็นบททดสอบความรู้สึกของคน
อย่างว่าครับ เรื่องความรักมักจะมีด้านดี และไม่ดี มันอยู่่ที่การมอง แต่มองอย่างไรให้ไม่กระทบความรู้สึกทางจิตใจ และสามารถปรับเปลี่ยนทำความเข้าใจในรักให้ดำเนินต่อ เพราะผลทางการวิจัย (ของผมนี่แหละครับ) คนส่วนใหญ่มักจะคิดเอง และเออเอง โดยไม่เคยเอ่ยปากที่จะถามคนรักว่าเป็นอย่างไรกันแน่ นั่นสิแล้วถ้าเป็นคุณจะทำอย่างไรเมื่อคนหนึ่งบอกเลิก อีกคนขอแต่งงาน คุณจะจบ และเงียบงำความเจ็บปวดในขณะนั้นไว้เพียงผู้เดียว หรือคุณจะหาคำตอบว่าความรักยังอยู่รอบตัวหรือไม่ ผมว่าคุณคงหาคำตอบที่ดีได้จากหนังเรื่องนี้ครับ
อาจจะรำคาญกับใครหลาย ๆ คนนะครับในฉากที่หาคำตอบภายในใจของตัวเอง แต่สำหรับผม ผมคิดว่ามันเกิดขึ้นกับทุกคนไม่ใช่เหรอครับกับการหาคำตอบจากตัวตนความเป็นเราว่า "เราต้องการอะไรมากที่สุด"
ในส่วนแรกรุ่นของความรักคงขาดไปไม่ได้ วัยรัก วัยเรียนที่ใคร ๆ ก็เคยผ่านมา หากคุณย้อนรำลึกไปได้นะครับ (แต่จะมีกี่คนอันนี้ผมก็ไม่ทราบ) โจ๊ก เด็กหนุ่มใส่ซื่อ ไม่กล้าเปิดเผยความรู้สึก รับบทโดย อาตี้ ธนฉัตร ตุลยฉัตร นักแสดงวัยรุ่นที่น่าจับตามอง ด้วยพัฒนาการทางการแสดงที่ทำเอาผมชื่นชมเมื่อครั้งเขารับบท บุญโชค ในหนังเรื่อง บุญชู แต่สำหรับบทนี้อาจะเหมาะเจาะเพราะตรงกับวัย ความลื่นไหลของเนื้อเรื่องจึดำเริรได้อย่างไม่สะดุด บวกกับตัวละครอย่าง จิ๊บ รับบทโดย จีน เกล้าแก้ว สินเทพดล หญิงสาววัยใส เรียบร้อย แต่ชุ่มช่ำไปด้วยความน่ารัก
ความรักก่อเกิดจากความเป็นเพื่อน พัฒนาทีละขั้นมากกว่าในปัจจุับนที่เห็นความรักกลายเป็นความธรรมดาที่ลงเอยการมีเซ็กส์ ด้วยฉากเรียบง่าย บวกกับเนื้อเรื่องแสนธรรมดา แต่ในความธรรมดามักจะนำเสนอมุมมองแอบชวนสะกิดใจได้อย่างแยบคาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความเชื่อจากตั๋วรถเมล์ ซึ่งดูแล้วผมก็เป็นหนึ่งที่เคยนั่งบวกตั๋วให้ได้ 9 แล้วอธิษฐานในสิ่งที่อยากได้จะสำเร็จ และที่ทำเอาผมย้อนไปสู่วันรุ่นคงหนีไม่พ้น ตอนน้องชายของจิ๊บชวนเล่น นับคะแนนในกระดาษที่มีรูปมือ และแต่ละช่องบอกความเป็นไปว่าสิ่งที่ต้องการ และหวังมีอะไรบ้าง มีสิ่งหนึ่งที่ทำให้ผมรู้ว่า จิ๊บ รักโจ๊ก และนี่คือความรักแบบคนเดียว รักเดียวจนสุดท้ายทั้งคู่สมหวังในรักจนยืนยาวจนถึงบั้นปลายชีวิตที่ได้อยู่ด้วยกัน
น่าแปลกนะครับ ความรัก ยามแรกก็หวาน ๆ พอนานเข้านานเข้าความหวานบางครั้งก็ลดน้อย แต่ด้วยเหตุและปัจจัยผมก็ไม่อาจล่วงรู้ได้ เพระาแบบฉบับความรักของคนทุกคู่แตกต่างกัน แต่มีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือ ความเข้าใจ หากคนเรามีความเข้าใจ ความรักก็จะเต็มปริ่มในแก้วใบนั้นเสมอ ๆ
เหมือนความรักวัยรุ่นตอนปลายอย่าง เฮีย รับบทโดย จตุรงค์ ม๊กจ๊ก จตุรงค์ พลบูรณ์ ชายหนุ่มสูงวัยที่เจ้าอารมณ์ ขี้บ่น พูดจากวนประสาทไปมา ใครหลายคนอาจชมการแสดงของ จตุรงค์ ม๊กจ๊กมาหลายรูปแบบ แต่ผมว่าบทอย่าง เฮีย ทีเขาแสดงค่อนข้างยังติดตลก และทำให้ผมยังนึกถึงบทตลกมากกว่าบทรัก แต่เนื้อเรื่องก็ไม่ได้สะดุดจนผมอึดอัด เพราะด้วยบทอย่าง เจ๊ รับบทโดย แจง วราพรรณ หงุ่ยตระกูล เข้ามาทำให้เนื้อเรื่องชวนอมยิ้มมากกว่าการนั่งดูตลก 6 ฉาก จนเกิดความราบรื่นได้อย่างลงตัว พร้อมด้วย แจ๊ค รับบทโดย เปรม บุษราคัมวงษ กับ แหม่ม รับบทโดย สิตา ธนัญโชติการ ที่มาเติมเต็มคำว่า "อุปสรรค" ที่เกิดขึ้นให้จางหายได้ด้วย "ความเข้าใจ"
อีกสิ่งหนึ่งที่ผมชอบคงเป็นภาพฉาก บรรยากาศที่ทางผู้กำกับจัดสรรมาให้ชม แม้ว่าอาจจะไม่ได้สวยมากมาย แต่ผมว่ามันมีเสน่ห์ในแบบของมันจริง ๆ สีที่ใช้บ่งบอกถึงอารมณ์แห่งความรักที่เสมือนเหล่าเครื่องปรุงหลากหลายให้คนได้ลิ้มลอง ดูไปแล้วมันราบเรียบแสนธรรมดา แต่ผมกลับสัมผัสไออุ่นรักได้เสมอ ภาพยนตร์รักแสนโรแมนติก ไม่ถึงขั้นต้องร้องไห้ฟูมฟาย หรือเศร้าโศก แต่แบบฉบับความรักที่อาจสะกิจต่อมทางความรู้สึกของใครอีกหลายคนให้ชวนนึกถึงใครอีกคนคงเพิ่มมากขึ้น
เพราะเวลามักจะเดินไปตามวิถีทางที่มันเป็น ความรักก็เช่นกันมันจะเดินตามวิถีทางมันได้ อยู่ที่คนสองคนพร้อมที่จะเดินไปด้วยกันหรือไม่...แค่นั้นเอง (ผมคิดแบบนั้น)
โดย นายมูฟวี่
|
|
|||
|
|